อะไรที่ทำให้ กาเบรียล บาติสตูตา กลายเป็นยอดดาวยิงแห่งยุค

Home / อะไรที่ทำให้ กาเบรียล บาติสตูตา กลายเป็นยอดดาวยิงแห่งยุค

อะไรที่ทำให้ กาเบรียล บาติสตูตา กลายเป็นยอดดาวยิงแห่งยุค

“แรงและคม” น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับลูกยิงของ กาเบรียล บาติสตูตา เมื่อแทบทุกลูกที่ออกมาจากปลายสตั๊ด ล้วนทำให้แนวรับคู่แข่งต้องขวัญผวา 

ลูกยิงของกองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ ไม่ได้มีดีแค่ความรุนแรง แต่ยังเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และแทบจะการันตีประตูได้ทุกเมื่อ จนทำให้เขากลายเป็นดาวยิงระดับท็อปของยุค และสร้างสถิติได้มากมายทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ อะไรที่ทำให้เขาเก่งกาจเพียงนี้ บาติสตูต้า

ดาวเตะตีนระเบิด 

กองหน้าร่างบึกที่มาพร้อมกับผมบลอนด์ยาวในสีเสื้อของ ฟิออเรนตินา น่าจะเป็นภาพคุ้นชินสำหรับแฟนบอลในยุค 90’s กับชายที่ชื่อว่า กาเบรียล บาติสตูตา ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำไม่ใช่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นสิ่งที่มาจากปลายสตั๊ดของเขา 

หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ มีผลงานที่ยอดเยี่ยมนับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งในอิตาลี ตลอด 9 ปีกับฟิออเรนตินา เขาไม่เคยยิงให้ทีมต่ำกว่า 14 ประตูเลยแม้แต่ฤดูกาลเดียว ทั้งที่ในตอนนั้นเซเรียอา ถือเป็นลีกระดับท็อปของทวีป และเต็มไปด้วยกองหลังระดับโลก 

แถมในซีซั่น 1994-1995 บาติโกล ยังซัดประตูอย่างถล่มทลายให้ฟิออเรนตินาถึง 26 ลูก จนคว้ารางวัลดาวซัลโวของลีก และยังยิงถึง 20 ประตูในฤดูกาลแรกกับโรมา และมีส่วนช่วยให้หมาป่าแห่งกรุงโรมคว้าแชมป์ลีกในรอบหลายสิบปี 

“ผมดูเขาซ้อมในสองสามวันแรกที่เจอ เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ซ้อมได้ห่วยที่สุดที่ผมเคยเจอมา เทคนิคเขาค่อนข้างแย่ ลูกยิงก็ออกไปไกล แต่เขาก็ยิงไป 10 ประตูใน 5-6 เกมแรก และทำให้ผมได้รู้ว่านักเตะคนนี้มีอะไร” ไบรอัน เลาดรูป อดีตเพื่อนร่วมทีมฟิออเรนตินกล่าวกับ The Versed 

บาติสตูตา ยังเป็นเจ้าของดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของฟิออเรนตินาในเวทีเซเรียอา ด้วยผลงาน 152 ประตูจาก 237 นัด และรั้งอันดับ 2 ดาวยิงสูงสุดในทุกรายการ หลังยิงไป 207 ประตู จาก 333 เกม น้อยกว่า เคิร์ท แฮมริน กองหน้าชาวสวีเดนเพียงแค่ประตูเดียว 

นอกจากนี้ เขายังเป็นคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ยิงแฮตทริคได้ถึง 2 ครั้งในฟุตบอลโลก หลังยิงสามประตูในนัดไล่อัดกรีซ 4-0 ในปี 1994 และอีกครั้งในเกมถล่มจาไมกา 5-0 ในอีก 4 ปีต่อมา 

แม้สถิติโดยรวมในนามทีมชาติเขาจะถูก ลิโอเนล เมสซี ทำลายสถิติดาวยิงสูงสุดไปแล้ว แต่อัตราการยิงประตูเฉลี่ยของเขาก็ยังกินขาดจากรุ่นน้อง เมื่อซัดไป 56 ประตูจาก 78 นัด หรือเฉลี่ยทำ 0.7 ประตูต่อ 1 นัด มากกว่าเมสซีที่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5 ประตูต่อเกม 

“บาติสตูตา คือกองหน้าที่ดีที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมา” ดีเอโก มาราโดนา ตำนานทีมชาติอาร์เจนตินากล่าว

เขาทำได้อย่างไร?บาติสตูต้า

รุนแรงและเฉียบคม 

อันที่จริง บาติสตูตา เกือบจะไม่ได้มาเป็นนักฟุตบอล เนื่องจากเขาเป็นคนตัวใหญ่ตั้งแต่เด็ก แถมตอนที่เริ่มเล่นฟุตบอล เขายังมีร่างกายที่ไม่ค่อยสมส่วน จากปัญหาน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างเยอะกว่าคนอื่น 

“เขาไม่เหมือนนักฟุตบอล เขาเป็นเด็กตัวใหญ่ และตอนที่เขายิง บอลก็สามารถไปได้ทุกที่” จอร์จ กริฟฟา อดีตโค้ชเยาวชน นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ กล่าวกับ Sky Sports 

“เขาไม่รู้วิธีโหม่งบอลที่ถูกต้อง และไม่ได้มีร่างกายสำหรับเป็นนักฟุตบอล” 

อย่างไรก็ดี มาร์เซโล บิเอลซา กุนซือของ นีเวลล์ ในตอนนั้น ยังเห็นว่า บาติโกล มีแววที่จะเป็นนักเตะที่ดีคนหนึ่ง เขาพยายามขัดเกลานักเตะรายนี้ และบอกให้ บาติสตูตา ลดน้ำหนักอย่างจริงจัง 

“เขา (บิเอลซา) คือคนเดียวที่สอนผมว่าจะฝึกซ้อมอย่างไรในวันฝนตก เขาสอนทุกอย่างให้แก่ผม” บาติสตูตา เขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัว 

และมันก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเขา การลดน้ำหนัก ทำให้บาติสตูตา มีร่างกายที่สมดุลขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้น และมันก็ช่วยเสริมจุดเด่น นั่นคือการยิงประตูที่หนักหน่วงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

บาติสตูตา ชอบที่จะยิงประตูด้วยความแรง มาตั้งแต่ตอนเล่นในลีกบ้านเกิด มาจนถึงตอนค้าแข้งในยุโรป เขาชอบที่จะยิงเต็มข้อทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นลูกโอเพนเพลย์หรือลูกนิ่ง  

ดังนั้นประตูที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการยิงเต็มเท้าของบาติสตูตาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟรีคิก 2 จังหวะที่ยิงใส่ เอซี มิลาน ในเกมลีก, ลูกยิงไกลใส่บาร์เซโลนา ศึกยูฟ่าคัพ หรือแม้แต่ลูกวอลเลย์ใส่ทีมเก่าฟิออเรนตินา ตอนที่อยู่โรมา ที่ทำให้เขาถึงกับหลั่งน้ำตา 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบาติสตูตา จะเป็นนักเตะที่รูปร่างสูงใหญ่ แต่เขาก็เป็นนักเตะที่มีความเร็วคนหนึ่ง แถมยังสามารถพลิกบอลได้อย่างชาญฉลาด การแตะบอลไม่กี่จังหวะก็สามารถทำให้ลูกเข้ามาอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นก็ “ตูม” รู้ตัวอีกครั้งบอลก็เข้าไปตุงตาข่ายเสียแล้ว 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มรอบ 2 เมื่อฤดูกาล 1999-2000 ในวันนั้น ฟิออเรนตินา พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังเกมผ่านไป 26 นาที บาติสตูตา ก็ทำให้แฟนบอลเจ้าบ้านต้องตะลึง หลังพลิกบอลหนี ยาป สตัม ก่อนจะซัดเต็มเท้า ผ่านมือ มาร์ค บอสนิช เข้าไปตุงตาข่าย 

แน่นอนว่าปีศาจแดง ไม่ใช่ทีมแรกจากอังกฤษที่โดนบาติสตูตา เล่นงานในลักษณะนี้ เนื่องจากย้อนกลับไปไม่นาน ในศึกแชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มรอบแรก ปีเดียวกัน บาติโกล ก็เคยโชว์ทีเด็ดในเกมพบ อาร์เซนอล ด้วยการกระชากหนี ไนเจล วินเทอร์เบิร์น เข้าไปซัดมุมแคบแสกหน้า เดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ มาแล้วเช่นกัน 

เขายังเป็นนักเตะที่ยิงประตูจากทุกที่ในสนาม ยิงใกล้จ่อๆ ยิงไกลจากหน้ากรอบเขตโทษ หรือฟรีคิกที่เพื่อนเขี่ยให้ เรียกว่าไม่ว่าระยะไหน ก็สามารถมีลุ้น หากออกมาจากปลายเท้าของ บาติสตูตา 

อย่างไรก็ดี เขาไม่ใช่กองหน้าที่ยิงแรงเข้าว่าเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีสิ่งสำคัญกว่านั้น

สัญชาตญาณดาวยิง 

“เขาจมูกไว และมีสัญชาติญาณ เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนั้น และตายได้เพื่อสิ่งนั้น” มาเรียโน ดายาน บรรณาธิการนิตยสารกีฬาอาร์เจนตินากล่าวกับ The Times 

แน่นอนว่าทักษะทางร่างกาย คือสิ่งสำคัญที่ทำให้นักเตะเป็นสุดยอดนักเตะ เช่นเดียวกับบาติสตูตา ที่มีการยิงประตูที่ทรงพลังเป็นหนึ่งในอาวุธ แต่มันคงจะไม่มีประโยชน์เลย หากเขาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ 

บาติสตูตา ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีสัญชาตญานนักล่าประตูอย่างเต็มเปี่ยม เขาเป็นกองหน้าที่เปี่ยมไปด้วยมันสมอง รู้ว่าจังหวะไหนควรยิง จังหวะไหนควรเลี้ยง และจังหวะไหนควรจ่าย และแน่นอนมันเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้

“คุณสามารถบอกกองหน้าให้ไปอยู่ที่เสาไกล เวลาที่กองหลังอยู่ที่เสาใกล้ หรือดึงกองหลังมาจากเสาไกล แล้วค่อยเข้าไปใกล้ตอนที่บอลครอสเข้ามา มันเป็นแบบนั้น แต่คุณต้องรู้ว่าเวลาที่พอเหมาะคือตอนไหน มันมีอะไรอย่าง ‘กระแสเกม’ มันคือสิ่งที่สอนไม่ได้ บางคนมี แต่บางคนไม่มี” บาติสตูตากล่าวกับ FIFA.com 

“ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่ทุกอย่างอยู่ในหัวของผม มันเป็นการผสมกันของสมอง ความฉลาด และทักษะการเคลื่อนที่ มันไม่ใช่แค่ผู้เล่นคนเดิมโชคดีในสถานการณ์เดียวกัน มันไม่ใช่โชค”  

สิ่งนี้ทำให้อดีตกองหน้าฟิออเรนตินา สามารถเล่นได้อย่างหลากหลาย ทั้งยืนเป็นหน้าเป้า ฉีกออกข้าง หรือลงต่ำมาสร้างสรรค์เกม ที่ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าครบเครื่องคนหนึ่ง 

ในขณะเดียวกันมันยังทำให้เขาสามารถทำประตูได้ทุกรูปแบบ ทั้งล็อคเข้าไปยิง สอดเข้ามา ชาร์จจ่อๆ ยิงใกล้ ยิงไกล ฟรีคิก ลูกโหม่ง หรือวอลเลย์ เพราะเขารู้ดีว่าช่วงเวลาไหนควรทำแบบใด 

“เขา (บาติสตูตา) คือกองหน้าที่มีเคล็ดลับในการทำประตูที่ดีที่สุดในหมู่กองหน้าที่ผมเคยเล่นด้วย” รุย คอสตา อดีตเพลย์เมกเกอร์ม่วงมหากาฬกล่าวกับ Sky Sports 

“เขาสามารถทำประตูได้จากทุกที่ในสนาม ฟรีคิก ลูกโหม่ง จุดโทษ หรือจากนอกเขตโทษ ด้วยหลัง ด้วยไหล่ หรือส้นเท้า เขาทำประตูได้ในหลายๆ แบบ”

“เราอาจจะไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดในอิตาลี แต่ที่ฟิออเรนตินา เราคือทีมที่มีเกมรุกที่ดีที่สุf แน่นอนว่าเป็นเพราะบาติสตูตา ที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ และมันก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา” 

ทั้งนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขา กลายเป็นนักเตะที่กระหายประตูอยู่ตลอดเวลา คือความไม่ได้หลงใหลในเกมลูกหนัง บาติสตูตา ออกมายอมรับว่าตลอดเวลาค้าแข้งเขาไม่ได้ชื่นชอบฟุตบอลเท่าไร แต่ชอบทำประตูเพื่อฟังเสียงผู้คนที่ส่งเสียงเชียร์เขามากกว่า 

“ผมไม่เคยอยากเป็นนักฟุตบอล สำหรับผมฟุตบอลเป็นแค่อาชีพหนึ่งเท่านั้น” บาติสตูตากล่าว 

“เวลาที่ผมเล่นฟุตบอล ผมไม่ได้สนุกกับมันเท่าไหร่ ผมไม่เคยมีความสุขเลย ถ้าผมทำได้ 2 ประตู ผมก็อยากทำประตูที่ 3 ผมอยากจะทำประตูเพิ่มอยู่เสมอ” 

“ผมชอบยิงประตู เพราะว่าผมชอบฟังเสียงผู้คน”  

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดของบาติสตูตาคือการเรียนรู้อยู่เสมอ เขาไม่ได้เป็นนักเตะพรสวรรค์ แต่มีเป้าหมายอย่างชัดเจน และสิ่งนี้ก็ทำให้ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ทำมาโดยตลอด จนสร้างเขาขึ้นมาเป็นยอดดาวยิงแห่งยุค 

“ตอนที่ผมเริ่มเล่น ผมไม่ได้รู้อะไรมาก แค่ออกไป ไม่ได้รู้อะไรเลย ผมสัญญากับตัวเอง ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจนและผมจะทำตามเป้าหมายนั้น” บาติสตูตากล่าวในงานเทศกาล Rome Film Festival

“ผมเริ่มเล่นอาชีพตอนอายุ 18 พยายามไล่ตามเพื่อนร่วมทีมที่ฝึกซ้อมมาโดยตลอด และอยู่ข้างหน้าผม สำหรับครึ่งหนึ่งของชีวิตอาชีพ ผมเรียนรู้มันมาโดยตลอด”บาติสตูต้า ตำนานโรม่า

บาติสตูตา แขวนสตั๊ดไปตั้งแต่ปี 2005 ในฤดูกาลท้ายๆ เขายังแสดงให้เห็นความเป็นสุดยอดดาวยิง ด้วยการยิงให้ อัล อารบี ในลีกกาตาร์ ไปถึง 25 ประตูจาก 18 นัด 

อย่างไรก็ดี จากการใช้ร่างกายอย่างหนักสมัยเป็นนักเตะอาชีพ ทำให้หลังเลิกเล่น เขาต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง จนเดินไม่ได้อยู่ระยะหนึ่ง และทรมานจนบอกให้หมอตัดขา แต่ตอนนี้ดีขึ้น จนกลับมาเล่นฟุตบอลการกุศลได้แล้ว 

สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเขา ที่แม้จะไม่ได้ชื่นชอบฟุตบอล แต่ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ก็ก็ทุ่มอย่างเต็มกำลังโดยไม่ผ่อนแม้แต่น้อย จนทำให้ตัวเองเกือบเดินไม่ได้  

ราวกับว่า บาติสตูตา ใส่เต็มแรงอยู่เสมอ ทั้งจังหวะง้างเท้ายิง และชีวิตนักฟุตบอลของเขา