บาติสต้า จากโจรขโมยรถสู่สตาร์ AVENGERS และตำนาน WWE

Home / Uncategorized / บาติสต้า จากโจรขโมยรถสู่สตาร์ AVENGERS และตำนาน WWE

บาติสต้า จากโจรขโมยรถสู่สตาร์ AVENGERS และตำนาน WWE

AVENGERS: ENDGAME ภาพยนตร์รวมตัวซูเปอร์ฮีโร่แห่งค่ายมาร์เวล กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศสูงสุดตลอดกาล ด้วยยอดรวมตลอดการฉายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเกือบ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

การรวมพลังกำจัดตัวร้ายที่ชื่อว่า Thanos เนื้อหาใจความหลักของ Endgame ตัวร้ายตัวนี้เก่งกาจและไร้เทียมทานต้องใช้การรวมพลังของเหล่าฮีโร่จากทั่วทั้งจักรวาลมาร์เวล และหนึ่งในนั้นคือ Drax จากทีม Guardians of the Galaxy

ผู้ที่รับบท Drax คือ เดฟ บาติสต้า หรือที่แฟนมวยปล้ำรู้จักกันในชื่อ บาติสต้า แชมป์โลก WWE ทว่าเรื่องราวก่อนหน้านั้นของเขาที่ไม่มีใครรู้แสดงให้เห็นว่าเขาคือนักสู้ชีวิตตัวจริงเสียงจริง เขาเพิ่งหาชีวิตตัวเองเจอตอนอายุ 30 ปี การเริ่มต้นช้าสู่ความสำเร็จระดับสูงมีที่มาอย่างไรติดตามได้ที่นี่Batista

สารตั้งต้นคือความเจ็บปวด

ตามประวัติในคอมิค เดิมที Drax เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่แล้วเขาก็ได้เห็นครอบครัวของตัวเองถูก Thanos ฆาตกรรมแบบยกครัวและปิดท้ายด้วยตัวของเขาเองที่ตายไปด้วย อย่างไรก็ตาม Cosmic Entity นามว่า Kronos นั้น เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาจึงได้นำวิญญาณของ อาเธอร์ (ชื่อเดิม Drax สมัยเป็นมนุษย์) ใส่ลงในร่างกายที่ทรงพลัง และเกิดใหม่ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวในชีวิต นั่นคือการ “สังหาร Thanos” ขณะที่ผู้รับบทตัวแสดงนี้มีปัญหาอย่างเดียวหลังจากหลุดพ้นความทุกข์ยากนั่นคือ “การเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ให้ได้” เพื่อลบล้างความทุกข์สมัยยังเป็นเด็ก

เดฟ บาติสต้า คนอเมริกันพันธุ์แท้แต่มีเชื้อสาย ฟิลิปปินส์ จากพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เขายังเด็ก และมีเชื้อ กรีก จากแม่ … เขาเติบโตในเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา วอชิงตัน ดีซี แต่ในย่านที่เขาอยู่นั้นมีความแตกต่างกับส่วนเมืองที่เจริญแล้ว เขาอธิบายตัวเองในชีวประวัติที่ชื่อว่า Batista Unleashed ว่า ย่านที่เขาอยู่ยากจนข้นแค้นแบบสุดในช่วงยุค ’60-’80 เขาถึงกับใช้คำว่า “แม้แต่ประเทศโลกที่ 3 บางแห่งยังดีเสียกว่า”

“คุณต้องเข้าใจนะว่าตอนนั้นครอบครัวของผมเรียกว่าจนไม่ได้เลย เพราะครอบครัวผมไม่มีจะกินเลยต่างหาก ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ เราไม่มีอาหารน่ะคุณเข้าใจไหม?” เขาเล่าผ่าน พอดแคสต์ของ Muscle Expert

ทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยโคเคนและเฮโรอีน ที่สำคัญที่สุดคือการฆาตกรรมอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก เมื่อเขาอายุ 9 ขวบ เขาจำได้ว่าตัวเองตื่นเช้ามาและกำลังจะเปิดประตูบ้านออกไปเล่นข้างนอก ทว่าไม่สามารถดันประตูได้เพราะมีศพของผู้ชาย 3 คนนอนตายอยู่ที่บ้านของเขา เขาเห็นความตายตั้งแต่ตอนนั้น และมันยิ่งมากเข้าไปอีกเพราะอีกไม่กี่วันต่อมามีชายคนหนึ่งถูกยิงและโซซัดโซเซเดินมาที่หน้าบ้านของเขาอีกครั้ง แม่ของ เดฟ พยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็มาช้าไป เขาได้เห็นความตายอีกครั้ง และหนนี้เห็นจะๆ กับตาตัวเอง เมื่อเรื่องดังกล่าวผ่านไปแม่ของเขาตัดสินใจพาลูกๆ ย้ายออกจากย่านเสื่อมโทรมใน ดีซี สู่เมืองแห่งความหวังอย่าง ซาน ฟรานซิสโก

จุดเริ่มต้นของ Drax และ เดฟ เกิดจากความเจ็บปวดที่ไม่มีมนุษย์คนไหนอยากเจอ และในวันที่พวกเขาตะกายออกมาจากจุดต่ำที่สุดได้ทั้งคู่จึงมีความทะเยอทะยานคล้ายๆ กันต่างกันเพียง Drax นั้นไม่สนใจความรู้ผิดชอบชั่วดี เขาแค่อยากอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ Thanos หมดลมหายใจ … ล้างแค้น คือสิ่งที่เดียวที่เขาคาดหวัง ขณะที่ บาติสต้า นั้นไม่ได้หวังว่าตัวเองจะเป็นคนดีและเป็นฮีโร่อะไรทำนองนั้น แต่สิ่งที่เขาหวังคือจะไม่ต้องอดอยากแบบเดิมอีก นี่คือสัจธรรมของมนุษย์ ปัจจัย 4 คือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชื่อเสียงและเงินทอง

ปมด้อยสะท้อนชีวิต

บางครั้งการที่คนเราทำผิดพลาดก็ไม่อาจจะเอาสิ่งรอบข้างมาเป็นข้ออ้างได้ เดฟ ย้ายมาอยู่ ซาน ฟรานฯ และห่างไกลอาชญากรรมมากกว่าเดิม แต่ตัวของเขากลับเป็นคนก่ออาชญากรรมเสียเอง ความลำบากในวัยเด็กทำให้เขาทะเยอทะยานอยากได้และอยากมี แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ถูกกฎหมายก็ตาม

“ผมคือเด็กที่ชอบย่องออกจากบ้านในเวลากลางคืน ผมมีรุ่นพี่เป็นพวกนักเลง เราขโมยทุกอย่างที่ขวางหน้า ตำรวจหิ้วคอผมกลับบ้านประจำนั่นคือสิ่งที่แม่ของผมต้องเจ็บปวด” บาติสต้า กล่าว

“เรามีเพื่อนเยอะและชอบไปเที่ยวบ้านเพื่อน แต่พอไปบ้านเขาแล้วเราก็ขโมยของของเขาออกมา ฟังดูเลวใช่ไหม? นั่นคือวัยเด็กของผมเลย เราขโมยแม้กระทั่งชุดคลุมอาบน้ำ ผมรู้ว่ามันฟังดูแปลกๆ แต่เราทำไปเพราะเราไม่มีเงินซื้อมัน”

หนุ่มเดฟ พยายามทำตัวให้มันดูนักเลงเข้าไว้ เขาไม่กลัวการโดนจับ ไม่กลัวการชกต่อย แต่สิ่งที่เขากลัวคือ “คุณครู” เพราะตัวเขาเองนั้นมีปมเป็นโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ ความบกพร่องในการอ่าน มีปัญหาในการอ่านเขียน สะกดคำติดขัด ผสมคำไม่ได้ เขาเกลียดเวลาที่อ่านไม่ได้แล้วต้องถูกเพื่อนๆ ในห้องหัวเราะเยาะใส่…

“ผมแอบนั่งอยู่หลังห้องทุกคาบเรียน สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือเมื่อครูสั่งให้ผมยืนขึ้นและอ่านบางสิ่งบนกระดานออกมาดังๆ ย้อนกลับไปตอนนั้นใครต่อใครจะมองว่าคุณโง่มากหากคุณอ่านหนังสือไม่ออก” นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ชอบเรียนหนังสือและคิดว่าการเป็นหัวขโมยนั้นดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็มีใครหัวเราะใส่..

มีคำกล่าวที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความสามารถในแบบที่ซ่อนอยู่ในตัวเองอยู่ที่ว่าจะเจอมันเร็วแค่ไหน เดฟ เบาติสต้า ใช้ชีวิตเสี่ยงบนเส้นทางคุกอยู่หลายปี แต่แล้วการถูกบังคับให้เขาชมรมมวยปล้ำของโรงเรียนนั้นเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล

คนที่ชอบใช้กำลังและไม่ชอบอ่านหนังสือ เจอทางที่ใช่แล้ว เขาเป็นดาวเด่นของทีมมวยปล้ำของโรงเรียน แต่สุดท้ายก็มีเหตุผลบางประการที่ไม่มีที่ไหนอธิบายไว้ที่ทำให้เขาลาออกจากโรงเรียนในช่วงปีสุดท้ายก่อนจบไฮสคูลและผันตัวเองไปเป็นการ์ดประจำไนท์คลับ ตอนนั้นเขาโตจนเต็มวัยจนใกล้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว และชีวิตทุกคนมันก็เหมือนกับมวยปล้ำคุณต้องเลือกข้างว่าจะเดินทางสายไหนระหว่าง ธรรมะ หรือ อธรรม?

เมื่อชีวิตเข้าสู่วัยเข้าใกล้เลข 3 สำหรับคนปกติแล้วมันควรเป็นช่วงเวลาที่เริ่มสร้างชื่อเสียงและความมั่นคงให้กับครอบครัว แต่สำหรับเดฟแล้วเขายังเป็นแค่อันธพาลแบบหาเช้ากินค่ำ แม้จะมีครอบครัวแล้วแต่เขาไม่มีความมั่นคง และเขาเริ่มรู้ตัวว่าชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่มันได้ทำร้ายลูกๆ ของเขาในทางอ้อม  

วันนั้นเป็นคริสต์มาสอีฟ ลูกสาวทั้ง 2 คนของเขา (กับภรรยาคนแรก) ต้องการของขวัญวันคริสต์มาสเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เด็กๆ ถาม เดฟ ทุกวันว่า “ปีนี้ซานต้าจะให้อะไรเราเป็นของขวัญ?” เขาไม่มีคำตอบให้ลูก นั่นคือสิ่งที่ส่งผลต่อหัวใจของคนเป็นพ่อ-แม่ อย่างที่สุด

เดฟ ถังแตกไม่มีเงินเก็บ ไม่มีก้อนสำรอง และแน่นอนเขาไม่มีเงินซื้อของขวัญให้ลูก เขานั่งทบทวนว่าชีวิตที่มีไม่ใช่ชีวิตที่ส่งผลร้ายกับเขาเพียงคนเดียว แต่ตอนนั้นมันเร่งด่วนเกินไปที่จะกลับตัว คริสต์มาส กำลังจะมาถึงและเขาให้สัญญากับลูกไปแล้วว่า “เดี๋ยวซานต้าจะเอาของขวัญมาให้ลูกแน่นอน”

ศักดิ์ศรีที่แบกไว้ไม่มีหลงเหลืออีกต่อไป นักเลงที่ใครหลายคนหวาดกลัว หลั่งน้ำตากับชีวิตที่มีแต่เปลือก เขาไปหาเจ้านายที่เป็นเจ้าของสถานบันเทิงและขอยืมเงิน 1 ก้อนเพื่อซื้อของขวัญให้ลูกตามที่ให้สัญญาลูกผู้ชายเอาไว้

ลูกๆของเขาได้เปิดกล่องขวัญในเช้าวันถัดมาและดีใจตามประสาเด็กๆ แต่มันสะท้อนให้ เดฟ รู้สึกอับอายและรู้ตัวว่าเป็นคนที่มีชีวิตล้มเหลว “ผมบอกตัวเองว่า เรายังมีภารกิจในชีวิตนี้อยู่และต้องทำมันด้วยตัวเองนับตั้งแต่วันนี้และนาทีนี้เลย”  

 

EVOLUTION วันเปลี่ยนชีวิต

เดฟ ใช้ชีวิตแบบอันธพาลอยู่นานแต่สุดท้ายก็คิดได้ว่าควรเลิกเดินฝั่งธรรมะสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่ และมวยปล้ำคืออาชีพเดียวที่เหมาะกับตัวของเขา เขาเริ่มด้วยการสมัครฝึกมวยปล้ำที่ เพาเวอร์ แพลนท์ ของสมาคม WCW แต่ก็ล้มเหลวโดนปฎิเสธการเซ็นสัญญา ในขณะที่ต้องรับหน้าที่การ์ดของไนท์คลับ เดฟ ยังไม่ยอมแพ้ด้วยการสมัครเรียนมวยปล้ำอีกครั้งที่ ไวลด์ ซามัวส์ เทรนนิ่ง ใน เพนซิลเวเนีย ในช่วงปี 1999 เขาทำไปพร้อมๆ กับการเพาะกายที่ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเหมาะกับงานที่จะทำ เขาใช้เวลาเรียนมวยปล้ำ 1 ปีก่อนจะได้เซ็นสัญญากับ WWE ในฐานะนักมวยปล้ำฝึกหัดและถูก WWE ส่งไปเรียนวิชาเพิ่มเติมที่ OVW และใช้ชื่อในวงการว่า “เลอเวียธาน” นันคือช่วงที่เขาได้รับความชื่นชมจากทาง WWE เป็นอย่างมากเพราะกลายเป็นนักมวยปล้ำที่มีพัฒนาการรวดเร็ว และสุดท้ายเขาได้ ออนแอร์ครั้งแรกในปี 2002 โดยใช้ชื่อ เดียคอน บาติสต้า โดยช่วงเวลาแห่งความทรงจำในตอนนั้นเขายังเป็นตัวรองจาก ดี-วอน สมาชิกของกลุ่ม ดั๊ดลี่ย์ บอยส์ อยู่เลยbatista-wwe

“คนชอบถามนัก ทำไมถึงมาเป็นนักมวยปล้ำได้? ผมบอกตรงๆ ว่าผมเกลียดที่จะต้องบอก แต่สุดท้ายแล้วผมก็บอกความจริงทุกครั้งว่า ผมไม่ใช่แฟนมวยปล้ำพันธุ์แท้แต่แรก ผมมาที่นี่เพื่อเงิน ผมต้องการเงิน นี่คือความจริงแท้แน่นอน” ความจนและละอายใจดันเขามาจนถึงเป้าหมายจนได้  

มวยปล้ำให้อะไรกับบาติสต้าหลายอย่างมากๆ นอกจากมันจะทำให้เขามีรายได้แล้ว โรคดิสเล็กเซียที่ทำให้เขาเป็นคนกลัวการพูดในที่สาธารณะนั้นหมดเกลี้ยงไปเลย การได้ฝึกใช้ไมโครโฟนและฝึกทำหน้าที่เอนเตอร์เทนเนอร์ คอยพูดเสริมบรรยากาศในเวทีให้ดุเดือดทำให้เขามีทักษะในการพูดและแสดงออกที่ดีขึ้นจนเริ่มกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างร่างกายและสกิลฝีปาก นั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ WWE เล็งที่จะปั้นเขากลายเป็นสตาร์ของวงการด้วยการส่งไปอยู่กับกลุ่มที่ชื่อว่า Evolution ที่เต็มไปด้วยนักปล้ำหัวแถวอย่าง ทริปเปิล เอช, ริค แฟร์ และ แรนดี้ ออร์ตัน

แต่กว่าจะได้เข้าแก๊งรุ่นใหญ่นั้นไม่ขาย สมาชิกของกลุ่มนี้ยังขาดนักมวยปล้ำที่มีความบ้าดีเดือดและคนๆ นั้นต้องเป็น บาติสต้า เท่านั้น นั่นคือคำยืนกรานของ ทริปเปิล เอช เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว บาติสต้า ได้รับบาดเจ็บหลายเดือนจน วินซ์ แม็คแมน เจ้าของ WWE เตรียมจะใส่ชื่อคนอื่นแทนเขาในฐานะสมาชิกคนที่ 4 อยู่แล้ว เรียกได้ว่า ทริปเปิล เอช เป็นคนที่ บาติสต้า สำนึกบุญคุณเป็นอย่างมาก เพราะการเข้ากลุ่ม Evolution คือจุดสำคัญที่สุดในการพลิกชีวิตจากกุ๊ยสู่สตาร์

“ตอนที่พวกเขาบอกหาคนมาแทนผมแล้ว ผมน้ำตาแทบร่วงเลยนะ แต่พอฮันเตอร์บอกว่า สมาชิกของอีโวลูชั่นคือ ผมคนเดียวเท่านั้น ผมเลยตัดสินใจที่จะสู้ให้เต็มที่เพื่อกลับมาให้ได้” บาติสต้า เร่งฟิตร่างกลายและกลับมาทำหน้าที่ตัวโหดแห่ง Evolution ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Evolotion คือกลุ่มฝ่ายอธรรมที่โด่งดังที่สุดพวกเขาทั้ง 4 ทำให้แฟนมวยปล้ำเกลียดชังตามเป้าหมายด้วยการ เล่นงานนักมวยปล้ำนอกรอบ โกงสารพัด และเล่นสกปรกทุกวิถีทาง ซึ่งถือเป็นบทบาทที่สมาชิกทุกคนแสดงออกมาได้แบบตอบโจทย์ทั้งด้านลีลาการปล้ำ และการใช้คำพูดบนเวที ทุกอย่างส่งผลทั้งหมด สมาชิกวัยหนุ่มอย่าง บาติสต้า และ แรนดี้ ออร์ตัน ต่างแจ้งเกิดกับบทนี้และกลายเป็นแชมป์โลกในเวลาต่อมาทั้งสิ้น

 

ไประดับฮอลลีวู้ด

บทจอมโหดของ บาติสต้า ทำให้เขาได้เดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง เดอะ ร็อค และ จอห์น ซีน่า เพราะงานการแสดงเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น เริ่มจากเรื่อง Relative Strangers ในปี 2006 ก่อนจะได้เล่นหนังฟอร์มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่าง The Scorpion King 3: Battle for Redemption และ Riddick ในปี 2013 จนอีก 1 ปีหลังจากนั้นก็กลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่สำคัญที่สุดอย่าง Guardians of the Galaxy ด้วยการรับบท Drax อย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้นbautista

ช่วงที่เขาได้รับการทาบทามในบทบาทดังกล่าวนั้น บาติสต้า เอาจริงเอาจังกับงานแสดงเป็นอย่างมากเขาพัฒนาตัวเองเรื่องรูปร่าง แม้เขาจะเป็นคนที่เล่นกล้ามและรักษาร่างกายอยู่แล้วแต่สำหรับบท Drax the Destroyer เขาต้องการกล้ามเนื้อแบบฮีโร่ไม่ใช่กล้ามเนื้อแบบนักกล้ามหรือคนตัวใหญ่ทั่วไป  

“ผมไม่ได้ต้องการร่างกายที่ใหญ่โต แต่ต้องการร่างกายที่กระชับ เพื่อให้มีรูปร่างที่เหมาะสมต่อการเป็นซูเปอร์ฮีโร่” บาติสต้า กล่าวหลังจากที่จ้างเทรนเนอร์ดูแลเรื่องการออกกำลังกายโดยเฉพาะโดยโปรแกรมของเขาแบ่งเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ได้แก่ Push Day, Legs Day และ Pull Day สุดท้ายเขาก็ได้หุ่นที่ต้องการ กล้ามเนื้อชัดขึ้น ขณะที่เอวก็เรียวเล็กลง กล้ามเนื้อขาก็เข้ารูปดูสวยงามเหมาะกับบทที่จะแสดง

“เมื่ออยู่หน้ากล้อง บาติสต้า ดูไม่เหมือน บาติสต้า แชมป์โลกของ WWE เลย” นี่คือสิ่งที่ทีมเขียนบทอย่าง Christopher Spata ที่ให้สัมภาษณ์เอาไว้ ซึ่งตัวของ บาติสต้า เองก็ยืนยันคำนั้นด้วย

“ผมไม่อยากดูเหมือน บาติสต้า ที่อยู่บนหน้าหนัง ผมอยากเป็นชายคนหนึ่ง ที่สามารถเล่นได้ทุกบทบาท ผมอยากเล่นในบทที่แตกต่าง ผมรู้ดีว่ามันยากสำหรับการจะเป็นแบบกิ้งก่าที่อยู่สภาพไหนก็ได้ เพราะผมเองเหมือนกับกอริลล่ามากกว่า”

การแสดงบท Drax ทำให้ บาติสต้า แจ้งเกิดและมีหลายงานเข้ามา แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่เหมาะกับตัวเองที่สุด การเล่นหนังใหญ่ไม่ใช่คำตอบ แต่สิ่งที่เขาอยากทำคือการเรียนรู้กับนักแสดงและผู้กำกับเก่งๆ

“ผมต้องการบทที่ดี ผมไม่สนใจหนังอย่าง Fast and Furious หรือ Bumblebee แต่ผมอยากทำงานกับ เดนิส วิลเนิฟ ผมอยากทำงานกับ แซม เมนเดส แล้วก็ โจดี้ ฟอสเตอร์ ผมอยากที่จะทำงานกับคนที่ได้รับรางวัลออสการ์”

ณ ตอนนี้ในวัย 50 ปี เขามีบทบาททั้งใน James Bond, Blade Runner 2049, Escape Plan 2: Hades, Final Score และ Avengers: Endgame นี่ดูไม่เลวเลยสำหรับชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียนการแสดงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

การสำนึกในการมีชีวิตที่เริ่มจากของขวัญคริสต์มาสเพียงกล่องเดียว ทำให้เขารู้ความหมายของการมีอยู่และรับผิดชอบกับสิ่งที่สร้างขึ้นมาเองอย่างครอบครัว ทำให้ บาติสต้า ถีบตัวเองมาได้ไกลเกินกว่าใครจะคาดคิดสำหรับคนที่เริ่มหาแก่นสารในชีวิตตอนอายุ 30 ปี    

ดาราฮอลลีวูดระดับหนังพันล้าน, ตำนานมวยปล้ำ ฮอล ออฟ เฟม WWE และยืนด้วยสองขาของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ … นี่คงเป็นของขวัญคริสต์มาสที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเขาแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *