มาริโอ ยาร์เดล ยอดดาวยิงสะท้านยุโรป ที่ไม่ถึงดวงดาวเพราะความเจ็บปวด

Home / Uncategorized / มาริโอ ยาร์เดล ยอดดาวยิงสะท้านยุโรป ที่ไม่ถึงดวงดาวเพราะความเจ็บปวด

มาริโอ ยาร์เดล ยอดดาวยิงสะท้านยุโรป ที่ไม่ถึงดวงดาวเพราะความเจ็บปวด

ในปลายต้นทศวรรษที่ 1990’S ถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000’S ได้มีนักเตะคนหนึ่ง ที่สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วยุโรป หลังยิงประตูถล่มทลาย ทั้งในลีกและถ้วยสโมสรยุโรป และครั้งหนึ่งเคยยิงได้ถึง 55 ประตูในฤดูกาลเดียว 

 

 

ชื่อของเขาคือ มาริโอ ยาร์เดล หัวหอกจอมโหม่งชาวบราซิล ในตอนนั้นหลายคนเชื่อกันว่าเขาน่าจะกลายขึ้นมาเป็นยอดดาวยิงระดับตำนานคนใหม่ของยุโรป 

แต่สุดท้ายมันกลับไม่เคยเกิดขึ้น แถมสุดท้ายว่าที่ดาวยิงระดับโลกคนนี้กลับ ต้องลงเอยด้วยการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 

เกิดอะไรขึ้นกับเขา? ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

มือปืนแห่งบราซิล 

เส้นทางสู่วงการลูกหนังของ ยาร์เดล ก็ไม่ต่างจากแข้งชาวบราซิลทั่วไป เขาเกิดที่เมือง ฟอร์ตาเลซา รัฐเซียรา ทางตะวันออกของบราซิล และเริ่มชีวิตนักฟุตบอล ด้วยการเป็นเด็กฝึกของ เฟอร์โรเวียริโอ สโมสรท้องถิ่นในบ้านเกิด unnamed

ยาร์เดล เป็นนักเตะที่มีฝีเท้าโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทั่วไป ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสโมสรอาชีพ ก่อนที่ในปี 1991 เขาจะได้ย้ายไปร่วมทีม วาสโก ดา กามา ทีมดังแห่งรัฐริโอ   

ในตอนแรกเขาถูกส่งลงไปเล่นในทีมเยาวชนก่อน และทำผลงานได้อย่างที่คาดหวัง ด้วยการคว้ารางวัลดาวซัลโวถ้วยระดับเยาวชนที่ชื่อว่า ทากา เบโล ฮอนริซอนเต หลังซัลโวไปถึง 11 ลูก ก่อนจะยิงไปอีก 9 ประตูใน เซา เปาโล จูเนียร์คัพ 

ผลงานอันยอดเยี่ยมในทีมเยาวชน ทำให้ ยาร์เดล ถูกเลื่อนขั้นขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของ วาสโก ในปี 1992 แม้ในช่วงแรก เขาอาจจะไม่มีบทบาทกับทีมมากนัก แต่ก็ยังถือเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมชุดคว้าแชมป์ คัมเปโอนาโต คาริโอกา หรือทัวร์นาเมนต์ประจำรัฐริโอ 2 สมัยติดในปี 1992-1993 

จนกระทั่งในปี 1993 โอกาสของ ยาร์เดล ก็มาถึง เมื่อ เดแนร์ กองหน้าตัวหลักของทีมเสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุรถยนต์ ทำให้ ไจร์ เปร์เรรา ต้องลองเสี่ยงใช้งาน ยาร์เดล ในวัย 21 ปี ลงเล่นในศึกคาริโอกาแทน ก่อนที่เขาจะตอบแทนความไว้ใจด้วยการซัดไปถึง 17 ประตูในทัวร์นาเมนต์ รวมไปถึง 2 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ พาวาสโก ดา กามา คว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันได้สำเร็จ 

ด้วยผลงานดังกล่าว ทำให้เขาได้รับความสนใจจาก เกรมิโอ ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศ ที่เพิ่งคว้าแชมป์ โคปา โด บราซิล ฟุตบอลถ้วยรายการใหญ่ที่สุดของบราซิลมาหมาดๆ จนในที่สุดก็ได้ย้ายไปร่วมทีมเจ้าของฉายา Imortal Tricolor ด้วยสัญญายืมตัวในปี 1995 

และที่นั่นก็ทำให้เขาได้แจ้งเกิดเต็มตัว เมื่อในฤดูกาลแรกที่มาถึง ยาร์เดล ก็สร้างปรากฎการณ์ด้วยการซัลโวตาข่ายคู่แข่งเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะการยิง 12 ประตู ช่วยให้เกรมิโอ ผงาดคว้าแชมป์ โคปา ลิเบอตารอเรสคัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ของแดนละติน

ผลงานดังกล่าวไม่เพียงจะช่วยให้เกรมิโอ คว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1983 แต่ยังทำให้เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์มาครองอีกตำแหน่ง จนทำให้ เกรมิโอ ต้องควักเงิน 1.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถือว่าไม่น้อยในยุคนั้น คว้าตัวเขามาร่วมทีมอย่างถาวร 

แต่เขาไม่ได้มีดีแค่นี้ เมื่อในประเทศ ยาร์เดล ก็สามารถยิงประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ช่วยให้เกรมิโอ ภายใต้การคุมทัพของ หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี คว้าแชมป์หลายรายการ ไม่ว่าจะคัมปีโอนาโต เกาโช แชมป์ลีกของรัฐ ริโอ กรันเด เดอ ซุล, เรโคปา ซูดาเมริคานา ถ้วยซูเปอร์คัพของอเมริกาใต้ รวมถึง อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ หรือบรรพบุรุษของ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกในปี 1995 

ตลอดสองปีกับ เกรมิโอ ยาร์เดล ยิงประตูให้ทีมได้อย่างถล่มทลายถึง 67 ประตูจาก 73 นัด จนทำให้ชื่อเสียงของเขาบินไกลไปถึงยุโรป และมีหลายทีมสนใจที่จะดึงตัวไปร่วมทีม แต่สุดท้ายก็เป็น เอฟซี ปอร์โต ยอดทีมแห่งโปรตุเกส ที่ได้ลายเซ็นเขาไปครอบครอง 

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ยุโรปต้องสะเทือน  

 

ซูเปอร์ มาริโอ

ในการย้ายทีมข้ามทวีป โดยเฉพาะการย้ายมาเล่นในลีกที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างยุโรป เป็นธรรมดาสำหรับนักเตะที่ต้องใช้เวลาปรับตัว อาจจะ 1 ปี หรือ 2 ปี ขึ้นอยู่กับนักเตะแต่ละคนที่ใช้เวลามาน้อยต่างกันไป 55555547

แต่สำหรับ ยาร์เดล ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะแค่ปีแรกในลีกโปรตุเกส เขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการยิงไปถึง 30 ประตูจาก 31 นัดในลีกคว้าตำแหน่งดาวซัลโว พร้อมพาปอร์โต คว้าแชมป์ลีกได้อย่างสบาย โดยมีแต้มทิ้งห่าง สปอร์ติง ลิสบอน อันดับ 2 ถึง 13 คะแนน

จุดเด่นของ ยาร์เดล คือลูกโหม่งที่เฉียบคม ด้วยความที่เขาเป็นนักเตะที่มีรูปร่างสูงใหญ่ จากความสูงถึง 188 เซนติเมตร และการหาตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม ทำให้มันกลายเป็นอาวุธที่เล่นงานคู่แข่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาตั้งแต่เล่นในลีกบราซิล มาจนถึงลีกโปรตุเกส 

ทำให้หลังจากนั้นเขาได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นยอดดาวยิงของลีก ด้วยการพังตาข่ายคู่แข่งเป็นว่าเล่น โดยซัดไป 26, 36 และ 38 ประตูในอีก 3 ฤดูกาลหลังจากนั้น พร้อมช่วยให้ ปอร์โต คว้าแชมป์ พรีเมราลีกา 3 สมัยติดต่อกัน 

แน่นอนว่า ประตูดังกล่าวยังทำให้ ยาร์เดล ผูกขาดตำแหน่งดาวซัลโวลีกแดนฝอยทอง 4 สมัยติด โดยเป็นนักเตะคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ แม้แต่ ยูเซบิโอ ดาวยิงระดับตำนานยังทำได้แค่เฉียด 61454404_2721584924525119_8139239402770530304_o

นอกจากนี้ เขายังคว้าตำแหน่งดาวยิงรองเท้าทองคำยุโรปอีก 1 สมัยในฤดูกาล 1998-1999 และไปไกลถึงตำแหน่งดาวซัลโวร่วมในแชมเปียนส์ลีกปีต่อมา หลังยิงไปถึง 10 ประตู เทียบเท่ากับยอดนักเตะอย่าง ราอูล และ ริวัลโด 

แม้หลังจากนั้นในปี 2000 เขาจะย้ายไปเล่นในลีกตุรกีกับ กาลาตาซาราย แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การปรับตัวไม่ใช่ปัญหา หลังยิงไปถึง 10 ประตูจาก 5 นัดแรก โดยหนึ่งในนั้นคือการเหมาสองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะ เรอัล มาดริด 2-1 ในยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ก่อนจะซัดไปได้ 34 ประตูใน 43 นัดในทุกรายการให้กับทีมแห่งแดนไก่งวง

แต่ความยอดเยี่ยมของ ยาร์เดล ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ หลังเล่นให้ กาลาตาซาราย อยู่หนึ่งฤดูกาล เขาตัดสินใจย้ายกลับมาเล่นในลีกโปรตุเกสให้ สปอร์ติง ลิสบอน ก่อนจะสร้างปรากฎการณ์ ด้วยการยิงไปถึง 55 ประตูในฤดูกาลเดียว โดยเป็นการยิงในลีกถึง 42 ลูก 

ประตูดังกล่าวนอกจาก จะทำให้ สปอร์ติง คว้าแชมป์ลีก เป็นสมัยที่ 18 มันยังทำให้เขาคว้ารางวัลดาวยิงรองเท้าทองคำยุโรปอีก 1 สมัย และทำให้ชื่อเสียงของเขาดังไกลไปทั่วทวีปอีกครั้งในฐานะ “ซูเปอร์ มาริโอ” 

ในตอนนั้น ดูเหมือนว่าเขากำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดดาวยิงคนใหม่ในยุโรป แต่สุดท้ายมันกลับไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเหตุใด? 

 

ฝันสลายทำลายอนาคต

ในช่วงที่ ยาร์เดล กำลังขาขึ้น และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นให้กับ ลิสบอน มันเป็นปีที่พอดิบพอดีที่การแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ กำลังจะอุบัติขึ้น ทำให้ยาร์เดลเชื่อว่า เขาน่าจะดีพอที่จะเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลสุดท้ายของบราซิล ภายใต้การนำทีมของ สโคลารี อดีตเจ้านายเก่าที่เกรมิโอ 

ในตอนนั้น ตำแหน่งกองหน้าบราซิล กำลังเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อ โรนัลโด ดาวยิงตัวหลัก ยังคงมีอาการบาดเจ็บติดตัว และไม่ฟิตเต็มร้อย ในขณะที่กองหน้าคนอื่น ก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีนัก ยิ่งทำให้ ยาร์เดล คิดว่าเขาน่าจะไม่พลาดโควต้าในศึกเวิลด์คัพฉบับเอเชีย 

“ถ้าผมไม่ได้ไปฟุตบอลโลก จิตใจผมต้องบอบช้ำแน่ๆ” ยาร์เดล ให้สัมภาษณ์เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น 

อย่างไรก็ดี สุดท้ายมันกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เมื่อ สโคลารี ไม่เหลือที่ว่างให้เขาในฟุตบอลโลก แม้แต่ตำแหน่งตัวสำรอง โดยเรียกนักเตะอย่าง เอดิสัน และ ลุยเซา ที่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นกว่าเขามากนักติดทัพไปแทน ก่อนที่บราซิลชุดนั้นจะไปถึงแชมป์โลกในท้ายที่สุด

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดหวังเรื่องเดียวที่เขาต้องเผชิญ เมื่อหลังฟุตบอลโลก ยาร์เดล ต้องพลาดโอกาสที่จะย้ายไปเล่น ลาลีกา กับ บาร์เซโลนา หรือ เรอัล เบติส หลังสปอร์ติง เรียกค่าตัวสูงถึง 10 ล้านปอนด์ 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพลาดโอกาสย้ายไปโชว์ฝีเท้าในลีกใหญ่ เมื่อในปี 2000 เขาต้องเจ็บปวดจากการที่อินเตอร์ มิลาน ในเซเรียอา ตัดสินใจคว้าตัว ฮาคาน ซูเคอร์ ทั้งที่ตอนแรกให้ความสนใจในตัวเขา ซึ่งนั่นทำให้ ยาร์เดล ได้ย้ายไปอยู่ กาลาตาซาราย แทนที่ของตำนานดาวยิงชาวเติร์กผู้นี้

ความผิดหวังซ้ำๆ กระทบต่อจิตใจของ ยาร์เดล อย่างรุนแรง จนทำให้เขาไม่มีอารมณ์ทำอะไร ก่อนที่ในเดือนกันยายน ปี 2002 เขาตัดสินใจกลับไปฟื้นฟูสภาพจิตใจที่บราซิล และประกาศว่าจะไม่กลับมาเล่นให้ สปอร์ติง อีกแล้ว Jardel16SCP

“ผมจะไม่กลับไปเล่นให้ปอร์ติง หรือในโปรตุเกสอีกแล้ว ผมได้พัก ได้ฟื้นฟูสภาพจิตใจ และผมก็รู้สึกดีขึ้น” ยาร์เดล ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian เมื่อปี 2002 

“ผมดีขึ้น แต่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สิ่งที่ดีที่สุดคือการออกจากโปรตุเกส ผมหวังว่าเจ้าหน้าที่ของสปอร์ติงจะเข้าใจสิ่งนี้ ผมจะอยู่บราซิล จนกว่าจะหาสโมสรได้”

“นี่คือทางเลือกของผม และถ้าผมตัดสินใจเด็ดขาด มันต้องถูกต้องจนจบ ผมควรได้รับการเคารพ จากทุกสิ่งที่ผมทำให้สปอร์ติง”

แน่นอนว่า สปอร์ติง ไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว เมื่อสโมสรตอบโต้ด้วยการไม่จ่ายเงินเดือนให้ ทำให้ ยาร์เดล ขอยกเลิกสัญญา ก่อนจะเกิดข้อพิพาทในท้ายที่สุด จน ฟีฟ่า ต้องออกโรงมาไกล่เกลี่ย และทำให้ ยาร์เดล จำใจต้องกลับมา สปอร์ติง อีกครั้ง 

แต่นับตั้งแต่วันนั้น ยาร์เดล ก็ไม่ใช่ “ซูเปอร์ มาริโอ” คนเดิมอีกแล้ว 

 

สู่คนติดยา 

แม้ว่า ยาร์เดล จะยอมกลับมา สปอร์ติง ในเดือนตุลาคม 2002 แต่ดูเหมือนความเป็นยอดดาวยิงของเขาจะถูกทิ้งเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง เมื่อนักเตะที่เคยยิงประตูได้ถึง 50 ลูกในฤดูกาลก่อน กลับยิงได้เพียง 11 ลูกในซีซั่นต่อมาเท่านั้น  

นอกจากนี้ ด้วยความที่แต่เดิม ยาร์เดล เป็นคนชอบปาร์ตี้หนักมาก ซึ่งก่อนหน้านี้มันก็ชดเชยด้วยผลงานในสนาม แต่พอเขามีผลงานที่ตกลง มันจึงกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สโมสรเริ่มจะหมดความอดทนต่อเขา

ก่อนที่อาการบาดเจ็บจากการกระโดดลงสระว่ายน้ำในช่วงพักเบรกฤดูหนาวที่บ้านเกิด จะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สปอร์ติงขายเขาให้ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ด้วยค่าตัวสุดถูกเพียง 1.5 ล้านยูโรในปี 2003  

“นี่คือโอกาสที่ผมจะได้กู้ชีวิตนักเตะอาชีพของผมกลับมาอีกครั้ง” ดาวยิงบราซิลกล่าวในวันเซ็นสัญญากับโบลตัน 

แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นสู่ความตกต่ำของ ยาร์เดล เมื่อเขาไม่สามารถสร้างผลงานได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันในถิ่นรีบ็อค สเตเดียม โดยยิงไปเพียง 3 ประตูจาก 11 นัดในแดนผู้ดี ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกจากทีมหลังจบฤดูกาล

หลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นนักเตะพเนจร ร่อนเร่ไปค้าแข้งในหลายประเทศ ต่างทวีป ไม่ว่าจะเป็น อิตาลี บราซิล อาร์เจนตินา โปรตุเกส ออสเตรเลีย บัลแกเรีย ตั้งแต่ลีกล่างยันลีกสูงสุด แต่ไม่มีที่ไหน ที่ใกล้เคียงกับคำว่าประสบความสำเร็จอีกเลย 58d3d2c5cc6f22980e000001

เชื่อกันว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนคือความผิดหวังจากการพลาดตำแหน่งฟุตบอลโลก บวกกับการพลาดโอกาสย้ายไปเล่นให้ทีมใหญ่ ผนวกกับวินัยในการดูแลตัวเอง ที่ทำให้เขามีน้ำหนักพุ่งพรวดจนได้รับฉายาว่า lardel ที่แปลว่าตู้เก็บอาหาร 

นอกจากนี้ ความผิดหวัง และความซึมเศร้า ยังทำให้เขาเลือกทางผิดด้วยการหันเหเข้าหายาเสพติด ซึ่งยาร์เดล ก็ออกมายอมรับในเรื่องนี้ แม้มันอาจจะช่วยให้เขามีความสุขในระยะสั้นๆ แต่เชื่อกันว่าสิ่งนี้ส่งผลต่อผลงานในสนามเขาไม่น้อย 

“ยาอย่างเดียวที่ผมเคยเสพคือโคเคน แต่ผมไม่ได้เสพตอนเล่น ผมเสพมันตอนช่วงปิดฤดูกาล”  ยาร์เดล ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2008 

“ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากการมีเพื่อนที่แย่ หลังจากนั้นก็นำไปสู่การหย่า ซึมเศร้า และยาเสพติด สิ่งนี้เกิดขึ้นมากมายในโลกฟุตบอล แต่ผมไม่สามารถพูดเกี่ยวกับมันได้ เพราะผมไม่ได้ใช้มันแค่เดือนสองเดือน” 

และมันก็ทำให้ผลงาน 7 ปีแรกและ 7 ปีหลังในต่างประเทศ ของเขาต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อนับตั้งแต่ออกจาก สปอร์ติง มีเพียงฤดูกาลเดียวที่เขายิงได้เกิน 10 ประตู กับ ฟลาเมงโก ปิเอาอี ในลีกรองของบราซิล ฤดูกาล 2010 ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการยิง 30-50 ประตูตอนเล่นในลีกโปรตุเกสและตุรกีในช่วงแรกของการค้าแข้งในยุโรป  

ปัจจุบัน ยาร์เดล ประกาศแขวนสตั๊ดไปตั้งแต่ ปี 2011 ก่อนจะหันเหเข้าสู่วงการการเมือง และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบราซิล ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2014 

แต่ไม่สุดท้าย ยาเสพติด ก็มาลงโทษเขาอีกครั้ง เมื่อหนึ่งปีหลังจากนั้น เขาถูกบีบให้ลาออกจากการเป็น ส.ส. หลังได้รับรายงานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เมื่อสืบทราบได้ว่า รถยนต์ของเขาที่ได้รับมาจากรัฐสภาถูกนำไปขนยา 2454485

แทบไม่น่าเชื่อว่าชะตาชีวิตของอดีตยอดนักเตะคนหนึ่ง ต้องมาลงเอยเช่นนี้ เพียงเพราะความผิดหวังไม่กี่ครั้งในชีวิต ที่ทำให้ว่าที่กองหน้าระดับโลก ต้องตกต่ำจนถึงขั้นยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด 

และมันก็ทำให้เห็นว่า “ความหวัง” ที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจให้บางคน อาจจะกลายเป็นดาบทิ่มแทงบางคน หากเขาคนนั้นหวังมากไป เหมือนอย่างที่ ยาร์เดล ต้องเผชิญ ก็เป็นได้

“มันเป็นเรื่องยาก (ที่จะก้าวข้ามผ่านมัน) ผมทุกข์ทรมานเพราะว่าสิ่งที่ผมชอบทำมากที่สุด นั่นคือการเล่นฟุตบอล” ยาร์เดล กล่าวทิ้งท้าย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *