พล็อตพระเอกหนังของ ‘เดวิด เบ็คแฮม’ ณ เรอัล มาดริด ในวันที่ถูกโค้ชทอดทิ้ง

Home / Uncategorized / พล็อตพระเอกหนังของ ‘เดวิด เบ็คแฮม’ ณ เรอัล มาดริด ในวันที่ถูกโค้ชทอดทิ้ง

พล็อตพระเอกหนังของ ‘เดวิด เบ็คแฮม’ ณ เรอัล มาดริด ในวันที่ถูกโค้ชทอดทิ้ง

ภาพของ เดวิด เบ็คแฮม นั้น ถูกคนทั่วโลกมองไว้ในฐานะยอดนักเตะซูเปอร์สตาร์ ผู้มีช่วงชีวิตที่น่าอิจฉา ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ได้รับความสำเร็จและมีแต่คนอ้าแขนต้อนรับ

 

อย่างไรก็ตามบางครั้งภาพงดงามเหล่านั้นก็มากมาย เสียจนปิดเรื่องที่ยากลำบากที่เคยเกิดขึ้นของเขา จนหลายคนนึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายที่ไอคอนอย่างเบ็คแฮม ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก และกลายเป็นแค่ตัวประกอบไร้บทบาทคือตอนไหน?

เราขอย้อนกลับไปช่วงเวลาที่ เบ็คแฮม ต้องสู้สุดชีวิต บนเส้นบางๆ ระหว่าง “คนขี้แอ็ค” กับ “คนทุ่มเท” ที่ เรอัล มาดริด สโมสรที่มีควากดดันเกิดขึ้นทุกวินาที 

ติดตามการฝ่าฟันในแบบพล็อตของพระเอกหนังของ เดวิด เบ็คแฮมได้ที่นี่ 

 

ถึงคราวต้องย้ายทีม 

ซัมเมอร์ปี 2003 ความคลุมเครือในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ระหว่างความสัมพันธ์ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับ เดวิด เบ็คแฮม ซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็จบลงจนได้ …

ทั้งสองคนมีเรื่องบาดหมางกันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากความไม่ตั้งใจลุกลามบานปลายจนกลายเป็นจุดจบของความสัมพันธ์  hi-res-1967541-david-beckham-of-manchester-united-and-his-manager-sir_crop_north

15 กุมภาพันธ์ 2003 ยูไนเต็ด แพ้ อาร์เซน่อล ตกรอบ 5 หรือ 16 ทีม FA คัพในปีนั้นไป เฟอร์กี้ โกรธนักเตะทุกคนที่ผิดฟอร์ม แสดงผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน และสุดท้ายเขาระเบิดลง ระงับความโกรธของตัวเองไม่อยู่ เตะรองเท้าสตั๊ดเพื่อบันดาลโทสะ เพียงแต่ว่าสตั๊ดเจ้ากรรมนั้นไปเข้าเหนือตาเบ็คแฮมแบบเต็มๆ และนั่นช่วยสุมไฟในเรื่องที่นักข่าวพยายาม “ขยี้” ตลอดทั้งฤดูกาลว่า เบ็คส์ หรือ เฟอร์กี้ จะต้องออกจากทีมไปกันแน่

“ภาพของเดวิดคาดผม ทำให้ใครๆ เห็นแผลจากรองเท้าสตั๊ดชัดขึ้น ช่วงนั้นเองผมบอกฝ่ายบริหารของทีมว่า ถึงเวลาที่เดวิดจะต้องออกจากทีม ทุกคนเข้าใจทันที ผมเคยพูดไว้ว่า วินาทีที่นักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหญ่กว่าผู้จัดการทีม เขาคนนั้นจะต้องออกไป” เฟอร์กี้ เขียนลงในอัตชีวประวัติของตัวเอง 

ณ เวลานั้นอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ เบ็คแฮม ทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง เขาโด่งดังไปทั่วโลกไม่ใช่ในฐานะนักฟุตบอล แต่ยังเป็นทั้งแฟชั่นนิสต้าและเซเล็บเบอร์ใหญ่ นั่นเองที่ทำให้ เบ็คแฮม กล้าวางตัวเหนือโค้ช เขาทำหลายอย่างที่เฟอร์กี้รับไม่ได้ ทั้งไม่มีวินัยในเกม (ไม่ลงมาช่วยเกมรับ) ทุ่มเทให้กับทีมน้อยลง ไม่ฟังคำเตือนจากโค้ช และยังชอบเถียงคำไม่ตกฟาก … ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับแทบทุกคนบนโลกนี้เมื่อพวกเขามีชื่อเสียง เงินทอง และได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง … หากใครไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนี้ได้ ความตกต่ำก็จะมาเยือนในไม่ช้า เพราะฟุตบอลก็เหมือนกับทุกสิ่งบนโลกนี้นั่นคือ “ไม่มีอะไรจีรัง” นั่นเอง 

สุดท้ายเป็น เบ็คแฮม ที่ต้องย้ายออก ความเป็นสตาร์ไม่อาจเอาชนะกุนซือผู้สร้างวัฒนธรรมให้กับทีม  เบ็คแฮม ทิ้งท้ายด้วยการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2002-03 ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายทีมทันทีเมื่อตลาดซื้อขายเปิดขึ้น เขาเลือก เรอัล มาดริด ทีมที่รวมนักเตะระดับสตาร์ของโลกฟุตบอลเอาไว้ภายในยุคที่ชื่อว่า “กาแลคติกอส” ด้วยค่าตัว 23 ล้านปอนด์ 

ที่นี่ มาดริด  

เบ็คแฮม ย้ายเข้ามาด้วยเหตุผลที่เกิดจากความ “หาที่ไป” มากกว่า เขาต้องออกจากทีมสถานเดียวเพราะโดนประกาศิตจากเฟอร์กี้ไปแบบนั้น และมาดริด ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับสตาร์อย่างเขาที่สามารถต่อยอดมูลค่าของตัวเองได้ เพียงแต่ว่าหากมองเรื่องในสนามมันไม่น่าใช่เรื่องง่ายนักที่ เบ็คแฮม จะเข้ามาและวางมาดได้เหมือนตอนที่ตัวเขาเป็นเบอร์ 1 ของทีมสมัยอยู่อังกฤษ Alfredo-Di-Stefano-with-David-Beckham

ตามธรรมชาติเบ็คแฮม เล่นปีกขวา และสามารถขยับเข้ามาเล่นตรงกลางได้ ทว่า ณ เวลานั้นที่มาดริด เบ็คแฮม จะแย่งตำแหน่งของใคร?  

ด้านขวามี หลุยส์ ฟิโก้ นักเตะที่เคยคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของโลก (บัลลงดอร์) ตรงกลางมี ซีเนดีน ซีดาน อัจฉริยะที่ไม่มีทางหลุดเป็นตัวสำรอง และ โคล้ด มาเกเลเล่ ผู้ปิดทองหลังพระที่ทำให้เหล่าผู้เล่นเกมรุกคนอื่นๆ ได้เล่นในเกมที่ตัวเองถนัด … แทบมองไม่เห็นโอกาสของเบ็คแฮมเลยในเวลานั้น  

“มีหลายคนบอกเมื่อเราได้ตัวนักเตะอย่าง ซีดาน และ โรนัลโด้ มาแล้ว สิ่งที่เราควรหาคือกองหลังไม่ใช่แบบนี้ (การเซ็นเบ็คแฮม) แต่เราพยายามอย่างมากที่จะเซ็นสัญญาเบ็คแฮมให้ได้ เพราะเขาจะช่วยให้เราเป็นทีมที่ดีขึ้น” ฮอร์เก้ บัลดาโน่ 1 ในบอร์ดบริหารของ มาดริด ว่าไว้ในเวลานั้น  

นอกจากปัญหาที่ว่าจะลงตรงไหนแล้ว อีก 1 สิ่งที่ทำให้เบ็คแฮมต้องคิดหนักคือ เขาจะไม่ได้ใช้สิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือการเตะลูกนิ่งอีกต่อไป ที่ยูไนเต็ด ทุกครั้งที่มีลูกนิ่ง ไม่ว่าจะฟรีคิกหรือเตะมุม เบ็คแฮม จะเข้าประจำการโดยไม่มีใครกล้าแย่ง แต่ที่มาดริด มีมือยิงฟรีคิกมากมายทั้ง ซีดาน, ฟิโก้ หรือแม้กระทั่ง โรแบร์โต้ คาร์ลอส ที่ยืนยันว่า “เขาจะไม่ยกตำแหน่งมือยิงให้ใครง่ายๆ” 

“ผมจะแบ่งฟรีคิกให้เขาได้ลองยิงบ้าง แต่แค่นิดเดียวเท่านั้น” โรแบร์โต้ คาร์ลอส ให้สัมภาษณ์กับ มาร์ก้า ก่อนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า เรอัล มาดริด สโมสรที่มีการแข่งขันภายในมากที่สุดขอยินดีต้อนรับ เดวิด เบ็คแฮม อย่างเป็นทางการ 

“ที่นี่ เรอัล มาดริด จะไม่มีใครได้รับเหมาสัมปทานลูกยิงฟรีคิกแน่นอน”  คาร์ลอส ว่าเช่นนั้น 

 

แม้แต่เบ็คแฮมก็ต้องปรับตัว 

เบ็คแฮม แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนตั้งแต่วันแรกที่เป็นสมาชิกของทีม ในการให้สัมภาษณ์วันเปิดตัวเขากล่าวชื่นชม ซีดาน, โรนัลโด้ และเพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาหลายคน ก่อนสุดท้ายจะย้ำว่า “ผมไม่ใช่ดารา ผมมาที่นี่เพื่อทำงานหนักให้กับทีม ผมจะมีสมาธิและต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองให้ทุกคนเห็นให้ได้” 8a45c3937624047ee18fa4f91e828c10

เขาว่าแบบนั้นเพราะเขารู้ดีว่ามีกระแสวิจารณ์เกิดขึ้น กระแสที่ว่าคือ มาดริด ซื้อตัวเขาเพราะเขาคือ “ไอค่อน” ของวงการฟุตบอล ส่วนเรื่องจะเอามาเล่นตรงไหนค่อยมาคิดกันทีหลัง และแฟนๆ ส่วนใหญ่ก็คิดว่าในทีมที่มีนักเตะอย่าง โรนัลโด้, ซีดาน, ฟิโก้, กูตี และ ราอูล กอนซาเลซ สิ่งที่ทีมควรเสริมคือนักเตะในแนวรับมากกว่า ไม่ควรเป็น เดวิด เบ็คแฮม ที่เป็นนักเตะ “เกินความจำเป็นของทีม” ซึ่งการเข้ามาของเขา ทำให้ มาเกเลเล่ ต้องขอย้ายทีมทันที และเป็น เชลซี ที่ได้ตัวไป 

สิ่งหนึ่งที่แฟนมาดริด ต้องเก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นไว้กับตัวไม่สามารถพูดออกมาได้คือ เบ็คแฮม เป็นหนึ่งนักเตะที่ได้ลงสนามสม่ำเสมอตลอดนับตั้งแต่เล่นให้กับ มาดริด 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2003 ถึงปี 2006 ไม่มีฤดูกาลใดเลยที่เบ็คแฮมลงสนามต่ำกว่า 30 นัดในเกมลีก และยังมีส่วนร่วมกับประตูสวยๆ สำคัญๆ ของทีมเสมอ 

และเราคงต้องย้ำอีกครั้งว่าที่นี่คือ เรอัล มาดริด สโมสรที่วัดผลทุกอย่างด้วยถ้วยแชมป์ ไม่ว่าจะเล่นดีขนาดไหนแต่การเป็นเบอร์ 2 ไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจ ตลอดช่วงเวลาที่ เบ็คแฮม สวมเบอร์ 23 ที่ มาดริด สโมสรนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จในรายการระดับเมเจอร์เลยแม้แต่รายการเดียว และนั่นทำให้มีการเปลี่ยนกุนซือหลายต่อหลายคนแต่สุดท้ายก็ไม่ดีขึ้น 

ทีมอย่าง มาดริด ไม่ได้แชมป์ 3 ปี ด้วยนักเตะขนาดนี้ มันเป็นธรรมดาที่แฟนๆ จะไม่พอใจ และ 1 ในเป้าหลักคือ เดวิด เบ็คแฮม นักเตะที่พวกเขาเคยคิดว่า “ไม่จำเป็น” อีกครั้ง 

“เดวิด เบ็คแฮม เคยได้รับความนิยมอย่างมากตอนที่เขามาที่ มาดริด ครั้งแรก แต่ในไม่ช้าความนิยมของเขาก็ค่อยๆ พังทลายลง เพราะแฟนๆ เริ่มโมโหที่เขามักจะจบเกมด้วยชุดแข่งที่ขาวสะอาดเหมือนกับไม่ได้ลงสนาม ความหมายคือเขาพยายามไม่เท่ากับผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีม” Mihai Chitoiu 1 ในแฟนของ มาดริด ว่าถึงมุมมองของเขา 

ความจริงจะบอกว่าเป็นการหาที่ลงของแฟนบอลก็ไม่ผิดนัก เพราะ ณ เวลานั้น มาดริด เสียท่าให้กับ บาร์เซโลน่า ที่มี โรนัลดินโญ่ เป็นจอมทัพครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาต้องการที่ระบายอารมณ์ การจะกล่าวโทษนักเตะอย่าง ซีดาน, ราอูล หรือ ฟิโก้ นั้นยากหน่อย เพราะพวกเขาสร้างความสำเร็จให้กับทีมทั้งแชมป์ยุโรปและแชมป์ลีกในอดีต ดังนั้น เบ็คแฮม ที่มีแต่ชื่อเสียงและไม่เคยสร้างแชมป์จึงเป็นเป้าที่เล่นงานง่ายที่สุดนั่นเอง    

นอกจากนี้ในยุคที่มี วันแดร์เลย์ ลุกซอมเบอร์โก้ เป็นกุนซือนั้น ยังมีข่าวว่า มาดริด มีปัญหาภายในทีมเพราะมีการแบ่งกันเป็น 2 ฝ่ายของกลุ่มผู้เล่นสเปน และ บราซิล (สัญชาติของ ลุกซอมเบอร์โก้) จนทำให้ทีมผลงานไม่ดี ซึ่ง ณ เวลานั้น เบ็คแฮม อยู่ฝั่งนักเตะ บราซิล รวมกับ โรแบร์โต้ คาร์ลอส, ชูลิโอ บาปติสต้า, เอเมอร์สัน, โรนัลโด้, โรบินโญ่, ซิซินโญ่ และ มาร์เซโล่ xin_120902261128370127128

จะจริงหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ แต่ โรบินโญ่ หนึ่งในนักเตะแซมบ้ายุคนั้นเป็นคนบอกเองว่ามีการเขม่นกันเกิดขึ้นเพราะ เบ็คแฮม สนิทกับฝั่ง บราซิล อีกทั้งเจ้าตัวยังพูดภาษาโปรตุเกส (คนบราซิลพูดโปรตุเกส) มากกว่าภาษาสเปนอีกด้วย

“มีความสามัคคีกันมากในกลุ่มนักเตะบราซิลชุดนั้น เบ็คแฮม ก็เป็นทีมของเรา มีนักเตะสเปนหลายคนที่อิจฉาและเขม่นเขา เพราะไม่ชอบที่เขาใช้เวลากับเราและพูดภาษาโปรตุเกสบ่อยครั้ง” โรบินโญ่ ในวัย 36 เล่าย้อนกลับไปเวลานั้น ซึ่งช่วยยืนยันให้เห็นว่าแม้แต่นักเตะอย่าง เบ็คแฮม ก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบากและต้องปรับตัวไม่แพ้กัน 

 

คาเปลโล่ ปัญหาระลอกใหญ่

ปัญหาภายในและปัญหาระหว่างแฟนบอลนั้นไม่เท่าไหร่ สิ่งที่ใหญ่ยิ่งกว่านั้นมาเยือนเบ็คแฮม ในฤดูกาล 2006-07 เมื่อ รามอน กัลเดรอน ประธานสโมสรที่เพิ่งชนะเลือกตั้ง ได้แต่งตั้งกุนซือใหม่ขึ้นมาเป็น ฟาบิโอ คาเปลโล่ ซึ่งเมื่อ คาเปลโล่ เข้ามามีการดึงนักเตะใหม่หลายคนเข้ามา แต่คนที่ส่งผลกับการลงสนามของเบ็คแฮมมากที่สุดคือ โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส ที่ คาเปลโล่ เลือกใช้งานเป็นปีกขวาตัวหลักแทน1492789-31852925-2560-1440

ขณะที่ เบ็คแฮม เมื่อได้ลงสนามแล้วก็ผลงานไม่โดดเด่น 9 เกมที่เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริง มาดริด แพ้ถึง 7 เกม ดังนั้น คาเปลโล่ จึงมองข้ามการใช้งานเขาในฐานะ 11 ตัวจริงอยู่พักใหญ่ และนั่นส่งผลให้ เบ็คแฮม หลุดจากรายชื่อทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในรอบหลายปี 

บางครั้งความพยายามของคนๆ เดียวก็ไม่มากพอจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เบ็คแฮม ยังคงถูกมองว่ามาที่นี่เพื่อขายเสื้อในวันที่เขาเล่นไม่ได้ตามมาตรฐาน และเมื่อเดือนมกราคม ปี 2007 มาถึง เบ็คแฮม ที่สัญญากับ มาดริด กำลังจะหมด สามารถเริ่มเจรจากับทีมอื่นๆ ได้ตามกฎบอสแมน เขาจึงเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับ แอลเอ กาแล็กซี่ ทีมใน เมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ สหรัฐอเมริกา

แม้ทุกอย่างจะเป็นตามไปกฎแต่นั่นคือเรื่องใหญ่ มีหลายคนไม่พอใจที่เบ็คแฮมเลือกเซ็นสัญญากับ กาแล็กซี่ และประกาศตัวใหญ่โตในงานแถลงข่าวที่นักข่าวทั้งโลกพร้อมใจนำเสนอ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจกับ คาเปลโล่ รวมถึงบอร์ดบริหารของ มาดริด ด้วย พวกเขาคิดว่าการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นได้ แต่การเปิดตัวย้ายทีมตั้งแต่เดือนมกราคม ทั้งๆ ที่เบ็คแฮมยังต้องเล่นให้กับ มาดริด ไปจนถึงเดือน พฤษภาคม คือสิ่งที่พวกเขามองว่าไม่สมควรเกิดขึ้น    hi-res-c8f0537e9df6ee01e44408ea073b4d9a_crop_north

“ไปที่อเมริกาก็ชัดเจนแล้วว่าเขาอยากจะเข้าวงการฮอลลีวูด อยากเป็นลูกครึ่งนักบอลกับดารา ทีมสตาฟฟ์ของเราทำถูกต้องที่สุดที่ไม่ขยายสัญญาให้กับเขา ไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้วที่ต้องการเขาในฐานะนักฟุตบอล นอกเสียจากที่ ลอส แอนเจลิส” รามอน กัลเดรอน ประธานของสโมสรพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แน่นอนว่านี่คือเรื่องใหญ่ 

หลังจากนั้น คาเปลโล่ ก็ออกมารับลูก และเชื่อว่า เบ็คแฮม ได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในอาชีพของเขาไปล้ 

“คนฉลาดคือคนที่รู้ว่าตัวเองทำผิดพลาด” คาเปลโล่ จั่วหัวในสัมภาษณ์ก่อนเกมที่ มาดริด จะเจอกับ บียาเรอัล 

“หลังเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมจากอเมริกา เราสงสัยว่าเขาจะมุ่งมั่นให้กับ เรอัล มาดริด อยู่หรือเปล่า ผมไม่มีเพื่อนหรือศัตรูอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่ผมทำคือการต้องจัดทีมที่พร้อมที่สุดลงเล่น ทุกคนที่ผมเลือกคือคนที่ผมคิดว่าดีที่สุด ถ้าว่าเขาเหมาะสมหรือไม่? ตอนนี้ผมคิดว่ายังไม่ใช่หรอก” คาเปลโล่ ว่าแบบนั้นแล้วเบ็คแฮม ก็กลายเป็นแค่ส่วนเกินของทีมทันที ไม่ว่าเขาจะมาซ้อมไวกว่าคนอื่นๆ แต่สุดท้ายรายชื่อ 11 ผู้เล่นไม่เคยว่างสำหรับเขาอีกต่อไป 

 

หน้าที่และความรับผิดชอบ 

เบ็คแฮม สามารถลอยชายปล่อยให้มันเป็นไปแบบที่ใครอยากให้เป็นก็ได้ แต่เขาไม่ทำ … เขาคือ เดวิด เบ็คแฮม ที่ขึ้นชื่อเรื่องความมุ่งมั่นและยังต้องการพิสูจน์ตัวเอง เพราะคำครหาที่มีต่อเขาตั้งแต่ย้ายมายังไม่เคยหมดลง สิ่งเดียวที่เขาต้องทำคือ “ทำงานหนักต่อไป” เพื่อเอาชนะใจ คาเปลโล่ ให้ได้ 

“ผมจะพยายามเต็มที่และใช้ความทุ่มเทเพื่อตอบข้อสงสัยที่เขา (คาเปลโล่) มีเอง”  เบ็คแฮม ไม่ได้ตอบกลับแบบเกรี้ยวกราด แต่เขายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและจะแก้ไขมันในช่วงเวลาที่เหลือ 126capello_468x511

เบ็คแฮม หายจากรายชื่อทีมไปตั้งแต่หลังจบเกมกับ เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า ในวันที่ 7 มกราคม ปี 2007 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน มาดริด เริ่มประสบปัญหาใหญ่เรื่องนักเตะบาดเจ็บ และอีกอย่างคือการขับเคี่ยวแชมป์ลีกกับ บาร์เซโลน่า ต้องลุ้นกันแบบนัดต่อนัด นาทีต่อนาที ดังนั้น คาเปลโล่ จึงเริ่มต้องการใครสักคนที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ 

ตัวของ เบ็คแฮม นั้นตั้งใจซ้อมเพื่อรอโอกาสของตัวเองอย่างอดทน ว่ากันว่านักเตะในทีมมาดริด ณ เวลานั้นมีความรู้สึกว่า เบ็คแฮม น่าจะได้รับสิ่งที่เขาควรได้ นั่นคือ “โอกาส” ที่เขาเฝ้ารอ สุดท้าย คาเปลโล่ ไร้ทางเลือกและจิ้มชื่อของ เบ็คแฮม กลับมาสู่ทีมอีกครั้งในเกมกับ เรอัล โซเซียดัด ในฐานะตัวสำรอง 

ประตูบานเก่าเปิดขึ้น เบ็คแฮม นั่งรอการเรียกชื่อเขาอยู่นานก่อนที่ คาเปลโล่ จะสั่งให้เขาลุกไปวอร์มอัพเพื่อรอเปลี่ยนตัวในขณะที่ มาดริด ตามหลังอยู่ 0-1 และนั่นคือสถานการณ์ที่สร้างวีรบุรุษขนานแท้ มาดริด ได้ฟรีคิกระยะ 27 หลา แถมเยื้องมาฝั่งขวาซึ่งถือว่าไม่ใช่มุมถนัดของเขา แต่สุดท้าย เบ็คแฮม ยิงบอลโค้งอ้อมกำแพงก่อนบอลจะตกพื้น 1 จังหวะเบียดเสาสองเขาไปให้ มาดริด ตีเสมอ 1-1 วินาทีนั้น เพื่อนร่วมทีมมาดริด รีบกวักมือเรียกทุกคนในทีมเข้ามาร่วมดีใจกับ เบ็คแฮม พวกเขากอดกันกลม แสดงให้เห็นเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า “เบ็คแฮม คือนักเตะคนสำคัญ” ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่นาที มาดริด ก็ยิงประตูที่ 2 จากการยิงของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ให้ มาดริด กลับมาชนะได้สำเร็จ 

นั่นคือเกมที่เป็นจุดเปลี่ยนทุกอย่าง จาก เบ็คแฮม ที่กำลังจะออกไปอย่างผู้แพ้ สุดท้ายมันพลิกชีวิตให้เขากลายเป็นนักเตะที่แฟนๆ ของ เรอัล มาดริด จดจำขึ้นมาทันที การกลับมาครั้งนี้ของเบ็คแฮม สร้างอิมแพ็คต์กับทีมอย่างมาก ลูกชี้เป็นชี้ตายทั้งการผ่านบอลและการยิงเอง สร้างคะแนนให้ มาดริด ทำแต้มแซง บาร์เซโลน่า ได้สำเร็จ  

21 นัดหลังรวมทุกรายการที่ เบ็คแฮม กลับมาเป็นสมาชิกสำคัญของทีม มาดริด เอาชนะได้ถึง 15 เกม ทุกแต้มทุกคะแนนมีค่า มาดริด กลายเป็นทีมที่ยิงประตูท้ายเกมได้บ่อยมากหลังจากนั้น จากจะแพ้ก็เป็นเสมอ จากจะเสมอก็เป็นชนะเป็นประจำ จนสุดท้ายพวกเขาคว้าแชมป์ได้ด้วยการมี 76 แต้มเท่ากับ บาร์เซโลน่า แต่มีผลเฮดทูเฮดดีกว่า และนั่นคือแชมป์ที่ เรอัล มาดริด รอคอยมาถึง 4 ปี 

ไม่ว่าก่อนหน้านี้แฟนบอลมาดริดจะมองว่า เบ็คแฮม ไม่เหมาะกับทีมหรือเป็นนักเตะขายเสื้อ แต่สุดท้ายแล้วในวันที่ทีมฉลองแชมป์ ชื่อของ เบ็คแฮม ถูกเรียกดังกึกก้องไปทั่ว เบอร์บาเนว … เขาทำได้ด้วยการพึ่งตัวเองล้วนๆ หนนี้ไม่ต้องเรียกร้องความสนใจจากสื่อเพื่อให้ช่วยกดดันทีมใดๆ ทั้งสิ้น แค่พยายามสุดชีวิตเท่านั้น เขาสามารถทวงคืนทุกอย่างกลับมาจนได้ 

หลังฉากที่โหดร้าย

เบื้องหลังความสำเร็จนั้นมักจะมีอะไรที่โลกไม่รู้ … ที่ เรอัล มาดริด เองก็เช่นกัน จากข่าวที่นำเสนออกไป หลายคนเชื่อว่า คาเปลโล่ คือคนที่ทำให้ เบ็คแฮม เจอกับเรื่องยากลำบากที่ เบอร์นาเบว แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น การดรอป เบ็คแฮม เกิดจากความจำใจและไร้ทางเลือกของ คาเปลโล่ มากกว่าnintchdbpict000018029175-e1469481831294

คาเปลโล่ เปิดเผยเรื่องดังกล่าวในอีกหลายปีต่อมาว่า ความจริงแล้วเขารู้ดีมาตลอดว่าเบ็คแฮมพยายามแสดงความมุ่งมั่นให้เขาเห็น และเขาอยากจะให้โอกาส แต่ใบสั่งจากเบื้องบนคนใหญ่คนโตในบอร์ดบริหารทั้ง กัลเดร่อน ที่เป็นประธานสโมสร และ เปแดร็ก มิยาโตวิช ที่เป็นประธานเทคนิค ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก และตัวของ คาเปลโล่ ยังคงรู้สึกผิดกับเบ็คแฮมจนทุกวันนี้

“เราทุกคนทำผิดพลาดกับ เดวิด เบ็คแฮม … ทีมบริหารตัดสินใจหลายสิ่งหลายอย่างและผมต้องรับผิดชอบมัน แต่ความจริงคือผมรู้ดีว่ามันมีบางสิ่งที่ผิดปกติที่เราปฎิบัติต่อเบ็คแฮม”

“มันเป็นหายนะที่เขาย้ายออกไป เพราะตอนนั้นร่างกายและทัศนคติของเขายอดเยี่ยมมาก เขาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากตอนที่เขาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เลยแม้แต่น้อย”    

การให้โอกาส เบ็คแฮม ลงสนามนั้น ถือเป็นสิ่งที่ คาเปลโล่ ต้องแลกเลือด … ความจริง เบ็คแฮม ถูกวางแผนให้ได้แต่ซ้อมกับทีมอย่างเดียวโดยไม่ได้รับโอกาสลงสนาม แต่สุุดท้าย คาเปลโล่ ก็แพ้ในความพยายามและเอาคอตัวเองขึ้นบนเขียง งัดข้อกับบอร์ดบริหารเพื่อใช้งาน เบ็คแฮม สุดท้ายแม้ มาดริด จะกลายเป็นแชมป์ลีกที่รอมาถึง 4 ปีได้ แต่คุณไม่สงสัยหรือว่า ทำไม คาเปลโล่ จึงถูกไล่ออกหลังจากทีมคว้าแชมป์? … หลายคนบอกว่าเขาเน้นเกมรับเกินไป ไม่สมกับทรัพยากรระดับกาแลคติกอส แต่ไม่แน่ อาจจะเป็นเพราะ เบ็คแฮม ก็ได้ใครจะไปรู้

“คาเปลโล่ เป็นคนที่หยิ่งผยอง แต่มีวิธีจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่สุดยอดมาก เขาจะทำให้ผู้เล่นในสนามเกิดความมั่นใจและเชื่อว่าเราจะเป็นผู้ชนะ … เขาคือคนจริง คนที่จะทำให้กลัวและทำให้คุณรู้จักความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง” นี่คือสิ่งที่ เบ็คแฮม พูดถึง คาเปลโล่ ในฐานะหนึ่งในกุนซือที่ดีที่สุดที่เขาเคยร่วมงานด้วย 

หลังจบฤดูกาล 2006-07 อย่างยิ่งใหญ่ เบ็คแฮม และ คาเปลโล่ ออกจากทีม มาดริด พร้อมๆ กัน โดย คาเปลโล่ ได้รับงานกับทีมชาติอังกฤษ หลังทีมสิงโตคำรามตกรอบคัดเลือกยูโร 2008 แบบน่าอับอาย และเขาเองนี่แหละที่เป็นคนเรียก เบ็คแฮม ที่เล่นในอเมริกากลับมาติดทีมชาติ แม้ภายนอก คาเปลโล่ จะเป็นคนดูแข็งกร้าว แต่สุดท้ายเมื่อใครชนะใจเขาได้ เขาก็จะเชื่อใจคนๆ นั้นเสมอ และ เบ็คแฮม คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการพึ่งตัวเอง เพราะมันเริ่มทำได้ทันที ไม่ต้องรอความหวังและความช่วยเหลือจากใคร … เบ็คแฮม ก็เป็นของเขาแบบนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมเขาถูกจดจำในฐานะสุภาพบุรุษลูกหนังคนคนแรกๆ ที่แฟนๆ ฟุตบอลทั่วโลกนึกถึง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *