KAPAYO ชนเผ่าที่ใช้การสร้างวีดีโอคอนเทนท์แทนอาวุธสู้กับรัฐบาล

Home / Uncategorized / KAPAYO ชนเผ่าที่ใช้การสร้างวีดีโอคอนเทนท์แทนอาวุธสู้กับรัฐบาล

KAPAYO ชนเผ่าที่ใช้การสร้างวีดีโอคอนเทนท์แทนอาวุธสู้กับรัฐบาล

“ผมมักจะพูดเสมอว่า วีดีโอคือลูกธนูสำหรับเรา มันเป็นเหมือนกับอาวุธ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวีดีโอนั้นจะแสดงทุกสิ่งออกมาให้เห็นว่าแท้จริงแล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร?” KIABIETI METIKTIRE สมาชิกของชนเผ่า คายาโป (KAYAPO) กล่าว 

 

“Content Is King” คำนี้คือสโลแกนของสื่อคุณภาพที่ตั้งใจจะขายเนื้อหาสาระในแบบของตัวเองเพื่อให้คนภายนอกยอมรับและชื่นชม … คำๆ นี้ฮ็อตฮิตขึ้นมาเป็นอย่างมากหลังจากที่โลกอินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู และสโลแกนนี้ดังไปถึงกลุ่มชนเผ่าที่เรียกได้ว่านายทวารแห่งป่าแอมะซอนอย่าง คายาโป 

เมื่อทุนนิยมเจริญเติบโตถึงขีดสุด เมืองที่เคยมีกลับเล็กไปจนต้องบุกรุกพื้นที่ป่าโดยใช้กฎหมายที่รัฐบาลหยิบยื่นให้เป็นอาวุธ ชาว คายาโป เลือกที่จะละทิ้งวิถีโบราณรบกันด้วยอาวุธฉะกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เปลี่ยนเป็นการถ่ายวีดีโอบันทึกความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้โลกรู้ว่าแท้จริงแล้ว พวกเขา หรือ กลุ่มทุนนิยมในสังคมเมือง คือผู้ที่สมควรได้ครอบครองป่าแอมะซอนกันแน่? 

ติดตามได้ที่นี่

 

ผู้พิทักษ์และผู้เรียนรู้แห่งป่าแอมะซอน 

คายาโป คือชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในป่าแอมะซอนที่เป็นส่วนของประเทศ บราซิล พวกเขาคงอยู่ด้วยวิถีของตนเองมาอย่างยาวนาน นั่นคือหยิ่งผยอง รักและหวงแหนอาณาเขตเป็นอย่างมาก 

พวกเขาเป็นพวกต่อต้านวัฒนธรรมภายนอกมาตั้งแต่ช่วงการค้นพบทวีปอเมริกาใต้ของชาวยุโรป สิ่งที่ได้จดบันทึกไว้คือ ชาว คายาโป นั้นมีนิสัยดุร้าย มีเลือดนักรบ พร้อมจะจู่โจมศัตรูทุกเวลา จนบางครั้งทะเลาะกันเองเลยก็มี 

ลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์คือ พวกเขาจะทาสีดำไปทั่วร่างกาย ซึ่งเกิดจากความเชื่อว่าช่วยให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในการล่าสัตว์ในป่า นอกจากนี้ยังมีอีกความเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขาได้เรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมกับสัตว์ เช่นแมลงจำพวกผึ้ง ด้วยเหตุนี้พวกเด็กๆ และแม่จึงทาสีตามร่างกายเป็นเครื่องหมายและรูปแบบให้ดูเหมือนสัตว์ แมลง โดยเฉพาะผึ้งนั่นเอง 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น คายาโป พร้อมเป็นศัตรูกับทุกคนที่เข้าใกล้อาณาเขตของพวกเขา แต่กระทั่งในช่วงปี 1950 จึงค่อยๆ มีการติดต่อกับคนภายนอกมากขึ้น โดยเป็นรูปแบบของการจ้างคนเข้ามาช่วยทำงานเพราะนอกจากล่าสัตว์แล้ว ชาว คายาโป ยังถนัดเรื่องการปลูกพืชไร่เลื่อนลอยอีกด้วย

การจ้างคนจากต่างเผ่าต่างสปีชี่ส์ทำให้ชาว คายาโป มีแรงงานในการผลิตสินค้าทางการเกษตรมากขึ้น และนั่นทำให้พวกเขาเริ่มร่ำรวยขึ้นตามลำดับ โดยมีการบันทึกของ BBC ว่าในช่วงปี 1980 นั้น ชาวคายาโป ถือเป็นชนเผ่าที่มีการติดต่อกับคนนอกพื้นที่ของตนอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การจ้างแรงงานนอกเผ่าเท่านั้น แต่ยังมีการเอาของไปขาย ไปเจรจาต่อรองกับตลาดของกลุ่มคนขาว ซึ่งนั่นเองทำให้ยุค 80’s เป็นยุคทองแห่งความร่ำรวยของขาว คายาโป อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามใดๆ ในโลกล้วนมี 2 ด้านเสมอ แม้ชาว คายาโป จะได้เงินมากมาย แต่เรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนของพวกเขาก็ถูกเปิดเผยมากขึ้นโดยกลุ่มคนภายนอกที่มาติดต่อด้วย และสุดท้ายความเจริญก็เข้ามาหาพวกเขา และมาในแง่ของนายทุนที่ได้รับการยินยอมจากรัฐให้เข้ามาใช้พื้นที่ในป่า แอมะซอน เพื่อทำเป็นเหมือง และทำโรงเลื่อยจากธุรกิจค้าไม้แปรรูป  Kayapo

การมาในรูปแบบของคำสั่งอย่างถูกกฎหมาย ทำให้ชาว คายาโป ไม่อาจจะใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับเหมือนกับที่เคยทำกับผู้รุกล้ำดินแดนในอดีตได้อีกแล้ว ซึ่งจุดนี้พวกเขาใช้ประสบการณ์ในการสื่อสารกับคนภายนอกและรู้จักกับการต่อรองขึ้นมา แม้ยกเลิกกิจการที่ถูกกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ แต่ชาว คายาโป ได้ยื่นข้อเสนอว่าพวกเขาจะยอมให้มีการสร้างเหมืองทองและโรงเลื่อยในดินแดนของพวกเขา ตราบใดที่ชาว คายาโป จะได้ส่วนแบ่งกลับมานั่นเอง … 

ความเชี่ยวชาญก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ถึงแม้จะเสียมากกว่าได้ แต่อย่างน้อยๆ ชาว คายาโป ก็ยังได้อะไรมากกกว่าการโดนขับไล่และสูญเสียดินแดนไปฟรีๆ พวกเขาได้เงินกลับมาและเอามาใช้ในการพัฒนาเผ่าด้วยการนำมาหมุนเวียนเศรษฐกิจ, ต่อเติมสร้างที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น และที่สำคัญนำมาพัฒนาระบบการศึกษาของเผ่า เห็นได้ชัดว่าขณะที่เผ่าอื่นไม่ยอมปรับตัวและยังปลีกวิเวกจากโลกภายนอก ขณะที่ชาว คายาโป เรียนรู้ในการเข้าสังคมมากกว่า 50 ปี นั่นจึงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว 

เมื่อความเจริญเข้ามา 

ในแง่เงินตอบแทน ทำให้ชาวคายาโปได้ความสะดวกสบายกลับมาหลายอย่าง ได้คุณภาพชีวิตที่ดี และได้รู้เท่าทันว่าโลก ณ ปัจจุบันหมุนไปถึงไหน แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือกลุ่มผู้มาเยือนไม่ได้เคารพผืนป่าแบบที่พวกเขาดูแลมาเป็นอย่างดี 

สารเคมีและสิ่งเจือปนต่างๆ จากเหมืองทองและโรงเลื่อยเพื่อแปรรูปไม้ค่อยๆ สั่งสมทับถมกันมานานหลายปี จนสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ลงไปอยู่ในแม่น้ำที่ชาว คายาโป ใช้ดื่มกินตั้งแต่จำความได้ เมื่อนั้นหายนะก็มาเยือน 

การเข้ามาของสิ่งแปลกปลอม ทำให้ร่างกายของชนเผ่าที่ไม่ค่อยได้เจอเครื่องยนต์และเครื่องจักรบ่อยๆนั้นไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทัน สารเคมีตกตะกอนเหล่านี้ส่งผลให้เกิดโรคระบาดในกลุ่มชาวคายาโป มากขึ้นเรื่อยๆ หน้ำซ้ำเมื่อพวกเขายอมรับธุรกิจแรกให้เข้ามาทำมาหากิน ก็เริ่มมีธุรกิจที่ 2 และ 3 ตามมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายวิถีชีวิตของชาว คายาโป ก็เปลี่ยนไป พวกเขาอยู่ในป่าที่มีเครื่องจักรรายล้อมมากมายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  

หนักที่สุดคือในปี 1989 ที่มีมติให้สร้างเขื่อน Belo Monte บนพื้นที่ของชาว คายาโป ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่จนชาวเผ่าลำบากกันทุกครัวเรือน เมื่อนั้นพวกเขาจึงรวมพลังและองค์ความรู้ทั้งหมดที่มีขึ้นมางัดข้อ ด้วยการแสดงจุดยืนที่จะจะล้มล้างสัญญาทั้งหมดที่เคยตกลงเอาไว้ … ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาโดนผู้คนนอกถิ่นทำผิดสัญญาไปเยอะจนทำให้ยอมไม่ได้อีกต่อไป 

 

BELO MONTE จุดกำเนิดอาวุธใหม่ 

โครงการเขื่อน Belo Monte นั้นถือเป็นภัยคุกคามของเผ่า คายาโป โดยตรง หากมันถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ ชาวเผ่ากว่า 20,000 คนจะเหมือนถูกตัดแขนขาและเส้นทางทำกิน จนสุดท้ายต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นเพราะทนความลำบากไม่ไหว indigenas-ocupacao-sitio-pimental-belo-monte

“ถ้าพวกเขาทำลายสิ่งแวดล้อมของเราอีก เราจะไม่มีทางอยู่กันได้เลย เด็กๆ ของพวกเราจะลำบากแร้นแค้น นั่นคือเหตุผลที่ต้องตอบโต้และสู้ในฐานะชาวบราซิเลี่ยนและชาวอินเดียนส์” ชาว คายาโป รายหนึ่งกล่าว 

การต่อสู้กับองค์กรที่มีอำนาจรัฐหนุนนั้น ไม่มีทางเลยที่ชาว คายาโป จะใช้อาวุธเข้าสู่ห้ำหั่นเหมือนกับการรบระหว่างเผ่าเมื่อในอดีต ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ด้วยการแปลงสินทรัพย์ที่มีเป็นอาวุธชนิดใหม่ขึ้นมา และนั่นก็คือเทคโนโลยีนั่นเอง kayapo1

Kiabieti Metiktire หนึ่งในผู้นำของกลุ่มชาวเผ่าคายาโป คือผู้ริเริ่มการเอากล้องวีดีโอมาใช้แทนอาวุธ เขาตั้งใจบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชนเผ่าของเขาว่า จริงๆ แล้วอยู่กินกันอย่างไร และถ้าหากมีการสร้างเขื่อน ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยร้องเรียนถึงรัฐบาลในแบบของจดหมายแล้ว ทว่ามันไม่น่าสนใจพอจึงถูกมองข้ามไป

“วีดีโอชุดแรกของเรา ผมถ่ายเก็บไว้ตอนสร้างเขื่อน Belo Monte … ผมอยากจะสร้างวีดีโอขึ้นมาโดยถ่ายทำจากกลุ่มชุมชนของเรา บอกสิ่งที่เราเป็นให้คนภายนอก (ทั่วโลก) ได้เห็น  เราไม่ต้องการคนแปลกหน้าต่างถิ่นเข้ามาในถิ่นฐานของพวกเราอีกแล้ว เราไม่อยากให้พวกเขาเข้ามาถ่ายทำชีวิตของเราและนำเสนอในแบบที่พวกเขาตีกรอบให้ โดยไม่ได้ถามความเห็นชอบจากเราเลย” เขาบอกเล่ากับช่อง เนชันแนล จีโอกราฟฟิก151207-amazon-kayapo-video-warriors-vin_1024x576_614378563871

สิ่งที่ Metiktire ถ่ายไว้นอกจากจะเป็นวิถีชีวิตของชาวเผ่าแล้ว เขายังถ่ายทำการประท้วงของกลุ่มชนเผ่าต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งพวกเขารวมกลุ่มกันโดยไม่ใช้กำลัง และภาพของกลุ่มชาวเผ่าที่แต่งชุดประจำเผ่าและถือป้ายผ้าด้วยข้อความต่อต้านทุนนิยมก็กลายเป็นที่เตะตาสื่อทั่วโลก และทำให้ วีดีโอของ Metiktire แพร่หลายไปอย่างมาก 

การประท้วงโครงการสร้างเขื่อน Belo Monte ถูกผลักดันจากสื่อใหญ่ระดับโลกถึงขนาดที่กว่ากลุ่มคนดังอย่าง Sting นักร้องเพลงร็อกชื่อดังชาวอังกฤษ และ Anita Roddick ผู้ก่อตั้งแบรนด์ The Body Shop (แบรนด์เครื่องสำอางที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นหลัก รวมถึงมีแนวทางรักษ์โลก) เข้ามาช่วยรันแคมเปญวีดีโอของชาว คายาโป ต่ออีกที จนกระทั่ง วีดีโอ ที่ถูกถ่ายโดยชาวเผ่าเอง ถูกส่งถึงมือรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และประธานาธิบดีของประเทศบราซิลเลยทีเดียว 

“วีดีโอที่เราถ่ายถูกส่งถึงประธานาธิบดี และรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พวกเขาได้เห็นว่า จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราที่นี่ บางครั้งการส่งสารไปแบบตัวหนังสือก็ไร้ซึ่งการตอบรับและโดนมองข้าม แต่กล้องและเทคโนโลยีนั้นคือบางสิ่งที่จะมีเนื้อที่บนหน้าสื่อ และตอนนี้เราได้รู้จักอาวุธใหม่ของเราแล้ว”  Metiktire เล่าถึงความภาคภูมิใจของเขา

วีดีโอนั้นนำเสนอเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และบอกถึงความรู้สึกของชาวเผ่าว่า ถ้าเขื่อนถูกสร้างขึ้นพวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และจะมีสิ่งใดสูญหายไป นอกจากนี้ยังมีภาพของหัวหน้าเผ่าที่ทำหน้าตากราดเกรี้ยวในการประท้วง เขาประจันหน้ากับหัวหน้าวิศวกรสร้างเขื่อน และโบกมือเพื่อแสดงว่าชาว คายาโป มาสู้เพื่อความยุติธรรมและพวกเขาไม่มีอาวุธ ซึ่งสุดท้ายมันก็อิมแพ็คต์มากพอที่จะทำให้โครงการดังกล่าวต้องปิดตัวลงไป และเขื่อนก็ยังไม่ถูกสร้างขึ้นจนถึงทุกวันนี้ 

 

ความผิดพลาดที่จะไม่มีวันซ้ำสอง 

ความผิดพลาดในการในการปล่อยให้ใครเข้ามาย่ำยีถิ่นอาศัยของตนเองทำให้ชาว คายาโป ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง และพวกเขาจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสอง downloadในปี 2008 โครงการสร้างเขื่อน Belo Monte ถูกปัดฝุ่นกลับมาอีกครั้ง และหนนี้มาพร้อมกับนายทุนที่คอรัปชั่นร่วมกับรัฐบาล จึงทำให้มีการชกใต้เข็มขัดหรือเล่นนอกเกมมากมาย มีกลุ่มผู้นำและผู้ต่อต้านของชาวเผ่า คายาโป โดนสังหารไปหลายคน แต่พวกเขาเป็นเหมือนกับไฮดร้า ที่ตัดไป 1 ก็จะเพิ่มมาอีก 2 … แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขื่อน Belo Monte จะถูกสร้างจนได้ แต่การต่อสู้ของชาว คายาโป ก็ป้องกันถิ่นฐานของพวกเขามาได้นานกว่า 20 ปี 

ตอนนี้พวกเขาจะต้องอพยพไปที่อื่น เพราะการสร้างเขื่อนทำให้เส้นทางของปลาตามฤดูกาลเปลี่ยนไป ทำให้น้ำแห้งและส่งผลให้ชาว คายาโป ออกหาปลาในแม่น้ำไม่ได้

อย่างไรก็ตามแม้จะเปลี่ยนที่ แต่อุดมการณ์ยังคงเดิม กลุ่มชาว คายาโป รุ่นใหม่นั้นให้ความสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการถ่ายทำวีดีโอมากขึ้น เพราะพวกเขารู้ว่าสิ่งนี้ทำให้พวกเขามีแต้มต่อในการต่อรองกับใครก็ตามที่จะพยายามบุกรุกบ้านของพวกเขาอีก ที่สำคัญคือกลุ่มผู้นำของชาว คายาโป ยุคใหม่นั้น ไม่กลัวที่จะต้องเดินหน้าเข้าเมืองเมื่อประชุมหรือยื่นเรื่องต่อต้านโครงการต่างๆ ที่จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของชาวเผ่าCeremonyFilming

หลังจากการสร้างเขื่อน Belo Monte เสร็จสมบูรณ์ในปี 2019 กลุ่มชาว คายาโป นั้นก็เริ่มที่จะเข้ากับกลุ่มรณรงค์พิทักษ์ป่า พวกเขาส่งตัวแทนไปยังการประชุมที่กรุงปารีส และเสนอการระดมทุน 1 ล้านยูโร เพื่อปกป้องเขตสงวนแม่น้ำ ซินกู (Xingu) อันเป็นที่อยู่ของพวกเขาไม่ให้โดนรุกรานอีก การประชุมครั้งนี้ หัวหน้าเผ่า คายาโป ได้พบกับ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส, ฟร็องซัวร์ เดอ รูกีย์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม รวมถึงการได้พบกับสมเด็จพระสันตปาปา ฟราซิส ที่นครรัฐวาติกัน ในฐานะสมาคมป้องกันป่า Foret Vierge อีกด้วย  

“ชาวอินเดียน (ชนเผ่า) จะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ในป่าสงวนที่พวกเขาปกป้องกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ไม่มีใครที่จะเข้ามาบุกรุกป่าและไล่พวกเขาเข้าไปอยู่ในเมืองได้” Raoni Metuktire หัวหน้าเผ่าที่ประชุมกับเหล่าผู้นำของโลกแถลง belo-monte-3

แม้กลุ่มของชาว คายาโป จะมีเพียงน้อยนิด แต่พวกเขาก็ได้เรียนรู้กับสิ่งที่มีและพัฒนามันจนกลายเป็นพลังที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักพวกเขามากขึ้น ได้รู้ว่าเสียงของพวกเขามีค่า และพวกเขาต้องการอะไรกันบ้าง ทุกวันนี้กล้องและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้เข้ามาเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพของเผ่า คายาโป โดยสมบูรณ์แบบ และสิ่งนี้เองที่จะทำให้พวกเขาสามารถบอกความจริงให้โลกได้รู้ แม้ว่าจะโดนใครก็ตามพยายามปิดปาก ปิดหู และปิดตา 

“ผมมักจะพูดเสมอว่า วีดีโอคือลูกธนูสำหรับเรา มันเป็นเหมือนกับอาวุธ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวีดีโอนั้นจะแสดงทุกสิ่งออกมาให้เห็นว่าแท้จริงแล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร?” ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และชาว คายาโป จะนำเสนอความจริงจนกว่าผืนป่าแอมะซอนไม่มีพวกเขาในท้ายที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *