เหยา หมิง นักบาสเกตบอลคนแรกของโลกที่ ลุกมารณรงค์ชวนคนเลิกกินซุปหูฉลาม

Home / Uncategorized / เหยา หมิง นักบาสเกตบอลคนแรกของโลกที่ ลุกมารณรงค์ชวนคนเลิกกินซุปหูฉลาม

เหยา หมิง นักบาสเกตบอลคนแรกของโลกที่ ลุกมารณรงค์ชวนคนเลิกกินซุปหูฉลาม

โลกในยุคศตวรรษที่ 21 ปัญหาสิ่งแวดล้อม คือเรื่องที่ประชาคมโลก ให้ความสำคัญ กับสภาวะปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับสภาพอากาศ และสภาพภูมิประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงไป จนเริ่มส่งผลต่อชีวิตอันปกติสุขของมนุษยชาติ

 

หนึ่งในปัญหาที่โลกต้องพบเจอ คือการขาดแคลน “ฉลาม” สัตว์ยอดนักล่าแห่งท้องทะเล ที่ตายจากไปด้วยจำนวนมหาศาล เพียงเพราะต้องกลายมาเป็นเมนูอาหาร อันแสนขึ้นชื่ออย่าง “หูฉลาม”

คนส่วนใหญ่อาจคุ้นชิน กับฉลามในฐานะปลาเจ้าแห่งท้องทะเล ผ่านภาพยนตร์หรือสารคดี แต่ความสำคัญของปลาฉลาม มีมากกว่าการเป็นสัตว์ที่สะท้อนถึงความดุร้ายของท้องทะเล 

และเมื่อถึงวันที่สัตว์ยอดนักล่า กลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง ทำให้คนจำนวนหนึ่ง ออกมาเรียกร้องหยุดการกินหูฉลาม เพื่อหยุดการล่าฉลาม 

หนึ่งในนั้นคือยอดนักบาสเกตบอลตลอดกาล ของประเทศจีน อย่าง เหยา หมิง ที่เห็นความสำคัญของสัตว์ชนิดนี้ และจะไม่ยอมให้เหล่าฉลาม ต้องมาตายเพียงเพื่อเป็นซุปให้มนุษย์ ได้กินฉลองในงานสำราญเท่านั้นMing

นักล่าที่ถูกล่า

มนุษย์ตระหนักถึงความดุร้ายของปลาฉลามเป็นอย่างดี ด้วยบทบาทที่ธรรมชาติสร้างให้สัตว์ชนิดนี้ เป็นนักล่าโดยสมบูรณ์แบบ ชนิดที่เรียกว่าเป็นสัวต์ที่อยู่บนจุดสูงสุด ของระบบห่วงโซ่อาหาร ในพื้นน้ำท้องทะเล และมหาสมุทร

กระนั้น ธรรมชาติไม่ได้สร้างฉลามขึ้นมา เพื่อแค่ล่าปลาชนิดอื่นกินไปวันๆ แต่ฉลามมีบทบาทอย่างมาก ในฐานะสัตว์ที่สร้างความสมดุลให้กับทะเล ผ่านการล่าสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์ ที่อาจส่งผลเสียต่อทะเล ให้กลายมาเป็นอาหารของฉลามแทน

การเป็นผู้ล่าของฉลาม ทำให้ฉลามสามารถควบคุม จำนวนสัตว์และสิ่งมีชีวิตประเภทต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงรักษาปะการัง ให้อยู่คู่ท้องทะเลต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศที่ธรรมชาติได้ออกแบบไว้ ต้องพบเจอกับปัญหาใหญ่ เมื่อฉลามถูกล่า เพื่อนำมาเป็นอาหาร ที่เรียกกันว่า ซุปหูฉลาม…โดยเมนูนี้ ได้อิทธิพลมาจากชาวจีน ซึ่งเชื่อกันว่า การกินซุปหูฉลาม คือยาอายุวัฒนะ ที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้เมนูนี้เป็นที่ต้องการ และมีมูลค่าสูง 

ทั้งความเชื่อ และความอร่อย ไปจนถึงการเป็นเมนูที่สร้างรายได้ ได้เป็นอย่างดี ทำให้เมนูหูฉลามตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จึงนำไปสู่การล่าฉลามจำนวนมาก เพียงเพื่อตัวส่วนเดียวของฉลามมาทำเป็นอาหารเท่านั้น sharkfin_2997083b

องค์กรช่วยสัตว์ป่า หรือ ไวลด์เอด (WildAid) เปิดเผยว่าฉลามอย่างน้อย 73 ล้านตัวต่อปี ถูกล่ามาทำเป็นซุปหูฉลาม ด้วยจำนวนมหาศาลของฉลามที่หายไป อย่างไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้ระบบนิเวศในโลกผืนน้ำ สั่นสะเทือนทันที

การสูญเสียฉลาม ทำให้ระบบนิเวศไม่มีนักล่าสูงสุด ที่จะมาคอยล่าเหล่าปลานักล่าอีกที…เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้ปลาที่ต้องกลายเป็นอาหาร มีแต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย ที่กินพืชเป็นอาหารเท่านั้น 

หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ปลาในท้องทะเลจะเหลือเพียงปลานักล่า ขณะที่ปลาขนาดเล็กจะหายไป (ซึ่งส่วนใหญ่ คือปลาที่มนุษย์นำมาประกอบอาหาร โดยธรรมชาติ) สมดุลของทะเลที่ธรรมชาติสร้างไว้จะพังทลาย

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์จากนักวิชาการว่า หากสมดุลของทะเลหายไป จะส่งผลต่อทั้งชีวิตประจำวัน และภาคเศรษฐกิจของมนุษย์อย่างมหาศาล

ด้วยจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวที่หายไปจากท้องทะเล แต่แสนสำคัญอย่างฉลาม ที่ได้เปลี่ยนจากการแหวกว่ายน้ำ ในท้องทะเลสีคราม แทนที่ด้วยการ มาอยู่ในถ้วยอาหารของภัตตาคารชั้นหรู

 

ฮีโร่ของชาวจีน และฮีโร่ของท้องทะเล

ด้วยความที่ซุปหูฉลาม เป็นอาหารพื้นเมืองของจีน ทำให้ชาติที่นิยมเมนูนี้ ย่อมหนีไม่พ้นคนจีน…แม้ว่าเมนูนี้จะได้ถือกำเนิด ประมาณช่วงศตวรรษที่ 14-17 แต่เมนูหูฉลามกลับมาเป็นที่นิยม เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ด้วยการเป็นเมนูยอดฮิตประจำภัตตาคารในเมืองจีน ที่ชูเรื่องความเป็นยาโบราณ และราคาไม่แพงมากจนเกินไป ทำให้หูฉลามกลายเป็นเมนูยอดนิยม ของชนชั้นกลางชาวจีนอย่างรวดเร็วyaoming1

มิหนำซ้ำ เมนูหูฉลามยังมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อบางภาคส่วนในเมืองจีนอีกด้วย ยิ่งทำให้การล่าฉลามมาเป็นอาหาร ได้รับความนิยม และซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย 

ย้อนไปในปี 2006 มีการสำรวจว่าชาวจีนที่บริโภคหูฉลามในช่วงปีนั้น มีจำนวนถึง 35 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงคนจีนจำนวนกว่า 459 ล้านคนต้องเคยลิ้มลองรสของหูฉลามมาแล้ว (จากจำนวนประชากรกว่า 1,311 ล้านคน ในช่วงเวลานั้น)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ประเทศจีนไม่สามารถหนีพ้นแรงกดดันของชาวโลก ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้จำนวนปลาฉลามลดหายไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้เหยา หมิง ยอดนักบาสเกตบอลชาวจีน ผู้เป็นหนึ่งในต้นแบบของชาวจีนทั้งประเทศ คิดว่าตัวเขาต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้

ในปี 2006 เหยา หมิง ร่วมมือกับไวลด์แอด ทำโฆษณารณรงค์ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการบริโภคซุปหูฉลาม เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

“โปรดจำไว้ว่า ถ้าคุณหยุดซื้อ คุณก็หยุดการฆ่าด้วยเช่นกัน” เหยา หมิง กล่าวประโยคนี้ไว้ในโฆษณา ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อม ของการต่อต้านการบริโภคหูฉลามได้อย่างรวดเร็ว…นักธุรกิจ, นักแสดง และคนดังอีกหลายคน ร่วมเข้าโครงการต่อต้านการบริโภคหูฉลาม และออกมาพูดรณรงค์เรื่องนี้ ผ่านพื้นที่สาธารณะ

“เราต้องต่อสู้กับทุกคนที่ล่าสัตว์ และเราต้องชนะศึกนี้ ดังนั้นผมต้องหาวิธีประชาสัมพันธ์ ให้คนเข้าร่วมมากที่สุด”

“สิ่งที่ผมกำลังทำคือการปลุกจิตสำนึกของคน เพื่อให้พวกเห็นถึงความเป็นจริง ของธุรกิจที่โหดร้าย”  เหยา หมิง ให้สัมภาษณ์ ในปี 2012

 

งด ละ เลิก “หูฉลาม”

ช่วงปี 2004 จนถึงปี 2009 เหยา หมิง คือบุคคลทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของประเทศจีน (จัดโดยนิตยสาร Forbes) ดังนั้นการที่เขาพูดหรือทำอะไร คนจีนจำนวนมากพร้อมที่จะเชื่อ และทำตาม…เมื่อเหยา หมิง รณรงค์เลิกกินหูฉลาม คนจีนก็พร้อมที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลง

มีรายงานว่า ก่อนที่โฆษณาของเหยา หมิง จะออกฉาย คนจีนกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าซุปหูฉลาม ทำมาจากปลาฉลาม แต่คิดว่าทำมาจากปลาที่ใช้มาประกอบอาหารทั่วไป

ด้วยการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง คนจีนจึงเริ่มหันมารณรงค์ เลิกการกินหูฉลามด้วยตัวเอง ในปี 2010 ชาวจีนกว่า 30,000 คน ลงชื่อผ่านเว่ยป๋อ เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คของชาวจีน ให้รณรงค์เลิกกินอาหารชนิดนี้…ขณะที่ในปี 2013 มีรายงานว่าคนจีนลดการบริโภคหูฉลามลงถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์ หากเทียบกับปี 2011 

ด้านค่านิยมของการบริโภคอาหารชนิดนี้ ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ในปี 2012 รัฐบาลจีน สั่งห้ามเสิร์ฟเมนูหูฉลาม หากเกิดการจัดงานเลี้ยงของทางการ เป็นเวลา 3 ปี รวมถึงมีรายงานว่า หูฉลามไม่ใช่เมนูยอดฮิตของคนจีนอีกต่อไป

“สำหรับคนชนชั้นกลางรุ่นใหม่ การกินหูฉลามมันกลายเป็นเรื่องที่น่าอายไปแล้ว สำหรับพวกเขา” เหยา หมิง กล่าว

“แต่สำหรับผม การแบนการบริโภคหูฉลาม เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะนี่คืออุตสาหกรรมที่ใหญ่มากในจีน คนบางกลุ่มมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยการล่าฉลาม พวกเขาออกไปล่า และนำมาขายด้วยตัวเอง ที่สำคัญยังคงมีคนซื้อมันอยู่”wildaid

 

แค่จีนคงไม่พอ

แม้ว่าในปัจจุบัน คนจีนจำนวนไม่น้อยจะเลิกกินหูฉลาม รวมถึงรณรงค์ด้วยเช่นกัน จนถึงขั้นเป็นวาระแห่งชาติที่ประธานาธิบดี สี จินผิง ให้ความสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า จำนวนการตายของฉลามเพื่อเป็นอาหาร จะลดลงไปแต่อย่างใด

เพราะเมนูหูฉลาม ยังคงเป็นอาหารยอดฮิต เสิร์ฟในภัตตาคารให้กับนักท่องเที่ยวอีกหลายประเทศ…ปีเตอร์ ไนท์ ซีอีโอของมูลนิธิไวลด์เอด เปิดเผยว่าในประเทศอย่าง ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, ไทย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังคงบริโภคเมนูหูฉลามอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสามประเทศจากอาเซียน ที่มีแนวโน้มการบริโภค เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยของเราคือชาติสำคัญ ที่กำลังถูกจับตา ไวลด์เอดเปิดเผยว่า ไทยคือตลาดสำคัญของการล่าปลาฉลาม…มีภัตตาคารในกรุงเทพฯมากกว่า 100 แห่ง ที่ยังคงขายเมนูซุปหูฉลาม แถมเมนูนี้ ยังถูกบางโรงแรม และภัตตาคารทั่วประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาลิ้มลอง

ที่สำคัญจากผลสำรวจในช่วงปี 2012 ถึง 2016 ประเทศไทยส่งออกหูฉลามถึงจำนวน 22,467 ตัน หรือ 22,467,000 กิโลกรัม และนำเข้าอีกกว่า 451 ตัน หรือ 451,000 กิโลกรัม

ปัจจุบัน โศกนาฏกรรมแห่งความอร่อย ยังคงดำเนินต่อไป และฉลาม 4 สายพันธ์ุถูกประกาศให้เป็น สัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอีก 10 สายพันธ์ุที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

เหมือนอย่างที่เหยา หมิง กล่าวเอาไว้ในโฆษณา ถ้าคุณหยุดซื้อก็เหมือนคุณหยุดฆ่า และทุกคนสามารถช่วยกันรักษาปลาฉลามเอาไว้ ด้วยการหยุดซื้อ หยุดกินเมนูหูฉลาม

ก่อนที่เราจะได้เห็นปลาฉลาม เป็นเพียงรูปปั้นให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้ดู พร้อมกับระบบนิเวศที่พังทลาย

“หนทางในการช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลาย จากการถูกล่ายังคงอีกยาวไกล และนั่นคือสิ่งที่เราทำเพื่อช่วยเหลือตัวเราเอง” เหยา หมิง กล่าวประโยคนี้ในปี 2018 ซึ่งบอกได้ดีที่สุดว่า มนุษย์ควรหยุดกินหูฉลามด้วยเหตุผลใด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *