ตำนานลูกหาบแห่งเอเวอเรสต์ ถ้าไม่อยากตายจงจ่ายเงินจ้างชาว “เชอร์ปา”?

Home / Uncategorized / ตำนานลูกหาบแห่งเอเวอเรสต์ ถ้าไม่อยากตายจงจ่ายเงินจ้างชาว “เชอร์ปา”?

ตำนานลูกหาบแห่งเอเวอเรสต์ ถ้าไม่อยากตายจงจ่ายเงินจ้างชาว “เชอร์ปา”?

เมื่อหิมะบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ละลายลงจากวิกฤติโลกร้อน มันแสดงให้มนุษย์ได้รับรู้อะไรหลายอย่าง … อย่างแรกคือโลกของเรากำลังจะเปลี่ยนไปจากภาวะนี้ และอย่างที่สองคือธรรมชาติคือสิ่งที่มนุษย์ต้องคิดให้ดีหากอยากจะท้าทายมัน

 

21 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่าทันทีที่แสงเเดนส่องลงยอดเอเวอร์เรสต์ อุณภูมิสูงขึ้นโดยเฉียบพลัน เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่น้ำแข็งก้อนหนากำลังเริ่มละลายลงเรื่อยๆ จนเห็นเห็นสิ่งอื่นที่อยู่ใต้พื้นสีขาวนี้มาหลายปีและนั่นคือ “ศพของมนุษย์” กว่า 300 คนที่พยายามท้าทายมัจจุราชด้วยการเดินเท้าขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของโลก

ยอดเอเวอเรสต์คือที่ที่มนุษ์หลายคนดั้นด้นจะไป และการจะขึ้นไปได้นั้นนอกจากร่างกายที่ฟิตพร้อมแล้ว คุณยังต้องใช้เงินอีกราว 800,000 บาท แม้จะยากลำบากแต่พวกเขาก็คิดว่าขอแค่ได้ไปอยู่ในจุดนั้นสักครั้ง แม้แต่ชีวิตก็พร้อมจะแลก

ทว่าชีวิตของคุณจะปลอดภัยขึ้นหากคุณยอมจ่ายเงินสักก้อนให้กับชนเผ่าท้องถิ่นที่ชื่อว่า “เชอร์ปา” พวกเขารู้ทุกซอกทุกมุมและจะทำให้คุณเดินทางขึ้นไปและกลับมาแบบยังมีลมหายใจ

ชาวเชอร์ปาคือใคร? อะไรทำให้พวกเขาสามารถขึ้น-ลง เอเวอเรสต์ ได้ถึง 21 ครั้งทั้งๆ ที่คนธรรมดาแค่ครั้งเดียวก็เต็มกลืน?  ติดตามพรสวรรค์ของผู้หลบซ่อนอยู่หลังม่านประวัติศาสตร์ได้ที่นี่sherpas-01_custom-e78d8a437667a9f7939c794202c353c9906e9cc8-s800-c85

ผู้หลบซ่อนอยู่หลังม่านประวัติศาสตร์

แรกเริ่มเดิมที ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เป็นเพียงยอดเขาสูงชันที่ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ จนกระทั่ง เอ็ดมันด์ ฮิลลารี คนเลี้ยงผึ้งและนักผจญภัยชาวนิวซีแลนด์ที่ชื่นชอบการปีนเขาและพิชิตเขาที่มีชื่อว่าเรเปฮู ตั้งแต่อายุ 16 ปี  และด้วยธรรมชาติของผู้พิชิต เขาได้ยินเรื่องราวของเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลกที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดก้าวไปสัมผัสมาก่อน จึงทำให้เขาเริ่มฝึกฝนและตั้งเป้าหมายที่จะพิชิตมันให้ได้

ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ไม่มีใครรู้จักยอดเขาแห่งนี้  มีคณะนักปีนเขาทั่วโลก 7 คณะพยายามจะไปให้ถึงยอดเขาไร้ชื่อเรียกแห่งนี้มาเเล้วถึง 7 คณะ แต่ก็ล้มเหลวกลางทาง เพราะแต่ละคนหมดแรงและแพ้ให้กับวิสัยทัศน์อันเลวร้าย เอ็ดมันด์ ใช้เวลากว่า 2 ปี เฝ้าสังเกตุการณ์จากความล้มเหลวของคนกลุ่มเเล้วกลุ่มเล่า ก่อนที่เขาจะคิดว่ามีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยตนเองเเล้ว

ความเชื่อของคนตะวันตกในเวลานั้นต่างกับชาวท้องถิ่นหรือชาวตะวันออกอย่างสิ้นเชิง กลุ่มฝรั่งหัวทองคิดเสมอว่าหากไปถึงจุดนั้นได้ เขาจะเป็นผู้พิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ว่าแท้จริงเเล้วมีศักยภาพขนาดไหน ขณะที่กลุ่มเจ้าถิ่นซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเทือกเขาแห่งนี้มาตั้งแต่โบราณการณ์คิดว่ามันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และที่สถิตของพระผู้เป็นเจ้า และมันชัดเจนเหลือเกินว่า เอ็ดมันด์ ต้องการไปถึงยอดเขาด้วยเหตุผลข้อใด

การก้าวข้ามขีดจำกัดของ เอ็ดมันด์ บรรลุจุดประสงค์ ในเวลา 11.30 น. ของเวลาเช้าวันที่ 29 พฤษภาคม ปี 1953  นี่คือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ชาวตะวันตกทำได้ ชื่อเสียงและความสุดยอดของ เอ็ดมันด์ ถูกกล่าวถึงไปทั่วโลกด้วยความภาคภูมิใจของชาวตะวันตก พวกเขายกย่องว่าเขาคือมนุษย์คนแรกที่ทำสำเร็จ  ข่าวเดินทางขจรไกลไปถึงลอนดอน จนถึงขั้นที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 จึงทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินให้กับ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี กลายเป็น เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามความสำเร็จและความยิ่งใหญ่อย่างน้อย 50% ของภารกิจนี้มาจากบุรุษผู้แทบไม่เคยถูกกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์  น้อยคนนักจะรู้ว่า เซอร์ เอ็ดมันด์ ไม่ได้เป็นผู้พิชิตแต่เพียงผู้เดียว ผู้พิชิตยอดเขาครั้งประวัติศาสตร์รอบนี้นั้นมี 2 คน และ 1 ในนั้นคือชาย เนปาล ที่ชื่อว่า  เทนซิง นอร์เก้ คอยเดินนำหน้าและชี้ทางบอกเหตุเขาในทุกๆก้าวของภารกิจ และ เทนซิง นอร์เก้ คนนี้คือชนเผ่าท้องถิ่นที่เรียกว่าชาว “เชอร์ปา” กลุ่มคนที่อยู่กินกับเทือกเขาแห่งนี้มาเป็นพันๆ ปี

เชอร์ปาคือใคร?

ชาวเชอร์ปา คือกลุ่มคนท้องถิ่นที่ทำมาหากินกับยอดเขาของพระเจ้ามาตั้งแต่โบราณกาลโดยอพยพจากทิเบตมายังเนปาล พวกเขาเป็นหนึ่งในหลักกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ภูเขาส่วนใหญ่ของประเทศเนปาล และที่แน่ๆ คือ ก่อนหน้านี้การปีนเขาเอเวอร์เรสต์นั้นเป็นแค่งานอดิเรกของพวกเขาเท่านั้นเองNepal-Trust-2

งานประจำของชาวเชอร์ปาแต่เก่าก่อนคือการเลี้ยงจามรี (วัวท้องถิ่น) เพราะจามรีเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าต่อผู้คนที่อาศัย จามรีช่วยขนของบรรทุกของในระยะทางไกลๆ และเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกจริตกับวิถีชีวิตของชาว เชอร์ปา เป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ย้ายถิ่นฐานตามบริเวณเขาหิมาลัยอยู่บ่อยๆ  อีกทั้งน้ำนม, โปรตีน, ขน, กีบ, มูล, กระดูก, ผิว และหาง ของจามรี ล้วนแต่ผูกพันธ์กับชาวเชอร์ปามายาวนาน

การเลี้ยงสัตว์ยังคงดำเนินมาถึงทุกวันนี้ ทว่าระหว่างทางเกิดมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 ทีมนักสำรวจชาวอังกฤษเริ่มจ้างชาวเชอร์ปาให้เป็นผู้นำทางขึ้นไปสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นเวลาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งสุดท้าย เทนซิง นอร์เก้ พิชิตยอดเขาพร้อมกับ เซอร์ เอ็ดมันด์ นั่นแหละ เหล่านักปีนเขาชื่นชมและยกย่องว่าชาว เชอร์ปา มีทักษะ,กำลัง และประสบการณ์ในการปีนป่ายสูงกว่าใครและเรียกพวกเขาว่าราชาแห่งหิมาลายัน  

เทนซิง นอร์เก้ เป็นเหมือนร็อคสตาร์ของชาว เชอร์ปา และการที่วีรบุรุษของพวกเขาพิชิตยอดเขาได้ ชาวเชอร์ปา จึงรู้สึกว่ากิจวัตรที่พวกเขาทำในทุกๆ วัน ส่งผ่านกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น ก็น่าจะทำให้พวกเขาสามารถเป็น “ลูกหาบ” ให้กับเหล่าผู้อยากลองของกับเทือกเขาแห่งพระเจ้าสำหรับพวกเขาได้เหมือนกัน

เมื่ออุปสงค์ตรงกับอุปทาน เหล่านักปีนเขาจึงหันมาใช้บริการชาว เชอร์ปา ในฐานะไกด์นำทางและลูกหาบมากขึ้นเรื่อยๆ  กระแสเงินสดจากต่างเเดนหลั่งไหลมายังหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้เชี่ยวชาญตามสายเลือดและธรรมชาติ และเมื่อมีเงิน พวกเขาก็ยิ่งนำเอาความเชื่อในการพิชิตยอดเขาสูงของชาวตะวันตกมาประยุกต์ใส่กับความเชื่อเดิมของพวกเขา นั่นคือพวกเขาจะต้องก้าวข้ามขีดจำกัดยิ่งกว่านายจ้างเพราะต้องแบกของสารพัดสารเพ อีกทั้งการไปถึงยอดยังเป็นเหมือนการเข้าใกล้พระเจ้าของพวกเขาด้วย นี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอย่างแท้จริง

การฝึกฝนร่างกายเเบบสมัยใหม่ทำให้ชาวเซอร์ปาสามารถทำตัวเองขนของหนักยิ่งกว่าเดิมได้ นั่นหมายถึงการได้เงินที่เยอะขึ้น แต่ถึงแม้จะได้เงินเยอะอย่างไรพวกเขาไม่อาจหลงลืมรากเหง้าและความเชื่อของบรรพบุรุษได้นั่นคือความเชื่อที่ว่า  “พระเจ้าต้องได้รับการเคารพ”Sherpa

จอน คราเกอร์ ชาวตะวันตกผู้เคยไปถึงยอดเขาเล่าถึงการเดิมทางร่วมกับชาว เชอร์ปา ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เชื่อในเรื่องของลางสังหรณ์ พวกเขาจะวิตกกังวลมากหากมีใครไม่เคารพพระเจ้าของพวกเขา ดังนั้นก่อนขึ้นเขาทุกคนจะต้องเข้าพิธีสวดมนต์และถวายเครื่องเซ่นไหว้แก่เทพเจ้าก่อน นอกจากนี้หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะเดินทางชาว เชอร์ปา จะมั่นใจว่ามันมีเหตุผลมาจากของเซ่นไหว้ไม่เพียงพอ

ศาสตร์จากตะวันตกและศิลป์จากตะวันออกทำให้ชาว เชอร์ปา กลายเป็นทีมงานคุณภาพสำหรับนักปีนเขา และพวกเขาคือชื่อแรกที่ใครก็ตามที่คิดจะขึ้นไปข้างบนนั้นต้องยอมจ่ายให้เพื่อเพิ่มโอกาสการพิชิตเป้าหมายที่วางไว้

หรือคุณคือยอดมนุษย์?

หน้าที่ของไกด์และลูกหาบชาวเชอร์ปานั้นมีทั้งแบกหามสัมภาระ ถากถางและบุกเบิกเตรียมเส้นทางให้นักปีนเขาชาวต่างชาติที่เป็นต่างชาติ  ดังนั้นงานของพวกเขาจึงเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมาก ความเสี่ยงนี้จะลดเปอร์เซ็นต์การผิดพลาดได้ย่อมต้องมาพร้อมกับความพิเศษทางกายภาพที่ไม่มีมนุษย์กลุ่มใดในโลกทำได้ และการศึกษาของชาวอเมริกันในปี 1976 ค้นพบว่าพวกเขาไม่ต่างกับมนุษย์ดัดแปลงหรือยอดมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

โดยทั่วไปแล้วเมื่อมนุษย์เราขึ้นสู่พื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ ร่างกายจะไม่สามารถปรับตัวได้เนื่องจากมีออกซิเจนน้อยมาก สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นคือจะมีอาการ ปวดหัว, เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ และที่สุดเเล้วร่างกายจะฟอกอากาศไม่ทันจนเสียชีวิตในที่สุด นี่คือสิ่งที่เกิดกับคนปกติ เเต่ ชาวเชอร์ปา ไม่ใช่แบบนั้น

งานวิจัยพบว่าร่างกายนั้นยิ่งขึ้นสู่ที่สูงและมีอากาศน้อยพวกเขาจะสามารถดัดแปลงร่างกายตัวเองได้ด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนน้อยลง และกลับกันกลายเป็นว่าพวกเขาผลิตไนตริกออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จนทำให้หัวใจและปอดสามารถทำงานได้เต็มที่แม้มีอ็อกซิเจนต่ำก็ตาม

ความสามารถพิเศษนี้สามารถสร้างกันได้ เพียงแต่มันต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน มีมนุษย์เพียง 6% ทั้งโลกที่สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเขาโดยไม่ต้องใช้ออกซิเจนเสริม และชาวเชอร์ปาคือหนึ่งในนั้น

เดนนี่ เลเว็ตต์ ผู้ก่อตั้งสมาคม Xtreme Everest เล่าถึงความรู้สึกในฐานะคนธรรมดาที่พยายามจะขึ้นสู่ยอดเขาโดยไม่ใช้ออกซิเจนว่ามันเป็นหายนะอย่างแท้จริง ถ้าร่างกายไม่แน่พออย่าได้ริลองดีเป็นอันขาด ยอดเขาเอเวอเรสต์สูงจากน้ำทะเล 8800 เมตรโดยประมาณ แต่สำหรับ เลเว็ตต์ แค่ 3,500 เมตร เขาก็เเทบจะร่วงเเล้ว

“เมื่อไปถึงจุดนั้น คุณจะรู้สึกกระอักกระอ่วนหมือนกับว่าเมาค้าง แต่ชาวเชอร์ปานั้นต่างออกไป พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากระยะนั้นเลย … หากเปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพ ชาวเชอร์ปา คือรถรุ่นที่ประหยัดน้ำมัน พวกเขาทำงานได้หนักขึ้น ในภาวะที่ออกซิเจนน้อยลงอะไรแบบนั้นเลย” เลเว็ตต์ ว่าไว้เช่นนั้นในงาน World Extreme Medicine Expo ที่ลอนดอนเมื่อปี 2016

นอกจากระดับการประหยัดพลังงานเเล้ว เชอร์ปา ยังมีพลังแฝงอีกอย่างหนึ่งซ่อนอยู่นั่นคือความเร็วในการสูบฉีดเลือด การไหลเวียนเลือดของชาวเชอร์ปาเร็วกว่าอาสาสมัครที่เข้ารับการทดสอบ นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่ายกายได้ดีขึ้น โดยการทดลองนี้เป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัย โคเวนทรี่ และ วอร์วิคเชียร์    

ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเชี่ยวชาญนั้นไม่อาจฝึกฝนกันง่ายๆ ชาวเชอร์ปาส่งต่อพันธุกรรมเพื่อเป็นราชาแห่งการไต่ขึ้นที่สูงกันมาอย่างยาวนาน จนทำให้ร่างกายของพวกเขาทนทานและเเข็งแกร่งสำหรับภารกิจที่แสนยากเย็นนี้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ คามิ ริตา ชายชาวเชอร์ปาวัย 48 ปี เป็นเจ้าของสถิติพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มากที่สุดในโลก … เขาทำไปแล้วถึง 21 ครั้งและเขาหวังว่าจะไปถึงครั้งที่ 25 เลยทีเดียว

สุดยอดใช่ไหมล่ะ? … แต่ยังก่อน โลกนี้มี 2 ด้านเสมอ เพียงแต่ว่าโลกมักจะชอบเล่าถึงแต่คนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวของชาว เชอร์ปา ก็เช่นกัน151110132902-sherpas-xtreme-everest-exlarge-169

อะไรคือโลกแห่งความจริง?

สิ่งที่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์มาและคำยกย่องตามหน้าสื่อต่างๆ ต่อชาว เชอร์ปา ทำให้พวกเขาถูกเรียกไปในทิศทางของคนเหนือคน มันฟังดูเหมือนว่าการปีนสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์นั้นเป็นเหมือนการเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ทว่าความจริงแล้ว พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ เหมือนกับเราๆ นี่แหละที่เจ็บได้ ตายเป็น และมีความกลัวในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไม่ต่างกัน

ไม่ค่อยมีใครพูดถึงชาว เชอร์ปา ที่ล้มตายระหว่างทางหรือถูกทิ้งให้ตายบนภูเขาแห่งนี้ในขณะที่พวกเขากำลังทำงานหนักให้เหล่าลูกค้ามากนัก ทว่า 1 ใน 3 ของชาวเชอร์ปาที่ทำหน้าที่เป็นลูกหาบนั้นเจอจุดจบคือ “เสียชีวิต”

มีเรื่องราวสยดสยองในอดีตมากมายเกิดขึ้นกับลูกหาบผู้ชำนาญทาง ในยุคแรกๆ ของการพิชิตราวปี 1939 หนังสือ “Tigers of the Snow” ของ โจนาธาน นีล เล่าว่าชาวเชอร์ปา ถูกกลุ่มนักปีนเขานาซีทิ้งให้ตายระหว่างทางหลังจากเกิดพายุ ลูกค้าเหล่านี้มองชาว เชอร์ปา เป็นเพียงสัมภาระที่ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ พวกเขาหนีขณะที่ลูกหาบแบกของมากมายพะรุงพะรังที่สุดเเล้วก็ไม่รอด

ชาวเชอร์ปา นั้นไม่อาจการันตีชีวิตลูกค้าได้ แต่พวกเขาก็พร้อมจะเสี่ยงตัวเองเพื่อให้เหล่าผู้ว่าจ้างมีความปลอดภัยมากที่สุด พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีความรับผิดชอบและสุจริตต่องานที่ทำและเงินที่ได้มา บางครั้งแม้ลูกค้าจะป่วยหนักกระทันหัน ลูกหาบชาวเชอร์ปา ก็พร้อมจะเสี่ยงชีวิตแบกลงมาด้านล่าง และแน่นอนบางครั้งโชคไม่ดีก็เป็นพวกเขาเองที่ต้องตายไปพร้อมๆ กับภารกิจที่ไม่ลุล่วง

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมตำแหน่งลูกหาบและผู้นำทางของ ชาวเชอร์ปา จึงมีรายได้สูงถึง 7,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 200,000 ถึง 300,000 บาท) ต่อครั้งขึ้นอยู่กับฝีมือและความเชี่ยวชาญของผู้นำทางแต่ละคน

หากคุณไม่อยากจ้างก็ย่อมได้ เพราะมีเคยมีตำนานนักปีนเขาคนหนึ่งชื่อว่า ไรน์โฮลด์ เมสเนอร์ ที่เป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่ ยอดเขาเอเวอเรสต์ เพียงลำพัง โดยไม่ใช้ ถังออกซิเจนสำรองและไม่มีชาวเชอร์ปาเป็นลูกหาบ ทว่านั่นก็แค่คนที่อยู่ในจำนวนระดับ 0.1% เท่านั้นที่ทำได้ ถ้าคุณไม่มั่นใจพอๆ กับ เมสเนอร์  ชาวเชอร์ปาคือการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

ทุกอย่างล้วนมีราคา … ชาวเชอร์ปา รับเงินมาและพร้อมลุยแบบแลกมาด้วยเกียรติและชีวิต ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะถูกเรียกว่า “คิง”

แม้จะต้องทำงานหนักแบกหามสารพัด แต่พวกเขาก็คือข้อพิสูจน์ที่ว่า “ไม่มีงานไหนต่ำหากกระทำด้วยใจสูง” 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *